ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างทางหลวงและงานโยธาภาครัฐมีโครงสร้างภาษีที่ซับซ้อนกว่าการก่อสร้างเอกชนทั่วไป เพราะรวมทั้งอัตราหัก ณ ที่จ่ายที่แตกต่างกันตามประเภทผู้จ่าย การรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้า และภาระ VAT ที่เกิดขึ้นทันทีเมื่อรับเงินล่วงหน้า

ทำไมงานก่อสร้างทางภาครัฐจึงมีภาระภาษีพิเศษ

สัญญาก่อสร้างทางหลวง ถนน สะพาน และงานโยธาอื่น ๆ ที่ทำกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากสัญญาก่อสร้างเอกชนทั่วไปใน 3 ประการหลัก คือ

  • อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าผู้จ่ายเงินเป็นหน่วยงานรัฐหรือบริษัทเอกชน
  • มักมีการรับเงินล่วงหน้า (Advance Payment) ซึ่งก่อให้เกิดภาระ VAT และรายได้ทางภาษีทันที แม้งานยังไม่แล้วเสร็จ
  • รอบการทำงานยาวนานข้ามรอบบัญชี ทำให้ต้องระวังเรื่องการรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้า (Percentage of Completion) ทั้งในเชิงบัญชีและภาษี

เจ้าของกิจการที่ไม่เข้าใจโครงสร้างนี้อาจพลาดการยื่นแบบให้ถูกต้อง หรือบันทึกรายได้ผิดรอบบัญชี ซึ่งอาจนำไปสู่ภาษีที่ต้องชำระเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและดอกเบี้ยได้

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย: อัตรา 1% กับ 3% ต่างกันอย่างไร

ประเด็นที่ผู้รับเหมางานโยธาต้องเข้าใจให้ชัดคือ อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับงานก่อสร้างไม่ได้มีอัตราเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ ประเภทของผู้จ่ายเงิน

กรณีที่ 1: หน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้จ่าย

เมื่อหน่วยงานภาครัฐ (เช่น กรมทางหลวง องค์การบริหารส่วนจังหวัด การไฟฟ้า เป็นต้น) จ่ายค่าจ้างก่อสร้างให้แก่บริษัทผู้รับเหมา หน่วยงานรัฐมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายตาม มาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร ในอัตรา 1% ของยอดที่จ่าย โดยนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน บริษัทผู้รับเหมาได้รับหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีเมื่อยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 ประจำปี

กรณีที่ 2: บริษัทเอกชนเป็นผู้จ่าย (กรณีผู้รับเหมาช่วง/Subcontractor)

หากคุณรับงานเป็น ผู้รับเหมาช่วง จากบริษัทรับเหมาหลัก (บริษัทเอกชน) ผู้จ่ายที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 3% ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร (ท.ป.4/2528) สำหรับเงินได้จากการรับจ้างทำของ (ค่าจ้างเหมา) และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 เช่นเดียวกัน

ทั้งสองกรณี ภาษีที่ถูกหักไปถือเป็นเครดิตของบริษัทผู้รับเหมา ไม่ใช่ค่าใช้จ่าย ดังนั้นการติดตามหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทุกโครงการให้ครบถ้วนเป็นเรื่องสำคัญมาก

สำหรับสัญญาก่อสร้างมูลค่าสูง ควรตรวจสอบว่าสัญญาที่ทำกับหน่วยงานราชการมูลค่าตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป มีภาระอากรแสตมป์ โดยต้องชำระเป็นตัวเงินแทนการปิดแสตมป์ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อคำนวณภาระส่วนนี้ให้ถูกต้อง

VAT 7% กับงานก่อสร้างทางภาครัฐ: ภาระที่เกิดขึ้นก่อนงานแล้วเสร็จ

บริษัทรับเหมาก่อสร้างที่มีรายได้จากการให้บริการเกิน 1,800,000 บาทต่อปี มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเรียกเก็บ VAT ในอัตราปัจจุบัน 7% จากทุกการให้บริการก่อสร้าง (ข้อมูล ณ ปี 2569 อัตรา 7% มีผลถึง 30 กันยายน 2569 ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)

VAT เกิดขึ้นเมื่อใด: หลักเวลาของความรับผิด

ในงานก่อสร้างภาครัฐที่มักมีการจ่ายเงินล่วงหน้า ความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อน ระหว่าง (1) วันที่ได้รับชำระเงิน หรือ (2) วันที่ออกใบกำกับภาษี กล่าวคือ หากหน่วยงานราชการโอนเงินล่วงหน้ามาให้แม้งานยังไม่เริ่ม ผู้รับเหมามีหน้าที่ออก ใบกำกับภาษี ทันทีสำหรับยอดที่ได้รับ และนำ VAT ส่วนนั้นไปยื่นใน ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

VAT ของวัสดุก่อสร้าง

ในสัญญาที่รวมค่าแรงและค่าวัสดุ (สัญญาเหมาเบ็ดเสร็จ) มูลค่าฐาน VAT คือ มูลค่าทั้งหมดของสัญญา รวมทั้งค่าวัสดุและค่าแรง ไม่สามารถแยกเฉพาะค่าแรงออกจากฐาน VAT ได้ในสัญญาประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม ในด้านภาษีซื้อ ผู้รับเหมาสามารถนำ VAT ที่จ่ายให้กับซัพพลายเออร์วัสดุ เช่น บริษัทจำหน่ายหิน ทราย ยางมะตอย มาหักออกจาก VAT ขายได้ทันที หากมีใบกำกับภาษีที่ถูกต้องครบถ้วน การจัดเก็บใบกำกับภาษีซื้อจากซัพพลายเออร์วัสดุทุกรายจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับการบริหารกระแสเงินสด

การรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้า (POC) ภายใต้ TFRS 15

มาตรฐานการรายงานทางการเงิน TFRS 15 กำหนดหลักการรับรู้รายได้สำหรับสัญญาก่อสร้างโดยให้พิจารณาว่า การโอนการควบคุมสินทรัพย์ให้ลูกค้าเกิดขึ้น ณ จุดเวลาใดจุดหนึ่ง (Point in Time) หรือตลอดช่วงเวลา (Over Time)

งานก่อสร้างทางหลวงและงานโยธาภาครัฐโดยทั่วไปถือว่าเข้าเงื่อนไข Over Time เพราะลูกค้า (หน่วยงานรัฐ) ควบคุมทรัพย์สินระหว่างการก่อสร้าง และผู้รับเหมาก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มที่ลูกค้ารับไปทันที ซึ่งหมายความว่า รายได้ต้องรับรู้ตามความก้าวหน้าของงาน ไม่ใช่รับรู้ทั้งหมดเมื่องานแล้วเสร็จ

วิธีวัดความก้าวหน้า 2 แนวทางหลัก

  • วิธีปัจจัยนำเข้า (Input Method / Cost-to-Cost): คำนวณสัดส่วนต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงสะสม หารด้วยประมาณการต้นทุนทั้งสัญญา เช่น ถ้าต้นทุนสะสม 30 ล้านบาท จากประมาณการ 100 ล้านบาท ความก้าวหน้าคือ 30% ให้รับรู้รายได้ 30% ของมูลค่าสัญญา วิธีนี้ใช้ง่ายและตรวจสอบได้จากเอกสารบัญชี
  • วิธีผลลัพธ์ (Output Method): วัดจากความก้าวหน้าจริงของงาน เช่น การสำรวจภาคสนาม ระยะทางถนนที่ก่อสร้างเสร็จ หรือรายงานผู้ควบคุมงาน วิธีนี้สะท้อนความเป็นจริงได้แม่นยำกว่าแต่ต้องมีหลักฐานประกอบที่ชัดเจน

ผลกระทบต่อภาษีเงินได้นิติบุคคล

กรมสรรพากรยึดหลัก เกณฑ์สิทธิ (Accrual Basis) ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ รายได้ต้องรับรู้ในรอบบัญชีที่ได้รับสิทธิ แม้ยังไม่ได้รับเงิน ในทางปฏิบัติสำหรับสัญญาก่อสร้างระยะยาว กิจการต้องรับรู้รายได้ตามงานที่ทำแล้วเสร็จในแต่ละรอบบัญชี ตัวอย่างเช่น สัญญา 2 ปี มูลค่า 50 ล้านบาท หากสิ้นปีบัญชีแรกมีความก้าวหน้า 40% บริษัทต้องรับรู้รายได้ 20 ล้านบาทในปีนั้น แม้จะได้รับเงินน้อยกว่าหรือมากกว่าก็ตาม การรับเงินล่วงหน้าที่เกินกว่ารายได้ที่รับรู้แล้วจะบันทึกเป็น รายได้รับล่วงหน้า (Deferred Revenue) ซึ่งยังไม่ใช่รายได้ทางภาษีในรอบนั้น

ต้องระมัดระวังให้นโยบายการรับรู้รายได้ทางบัญชีสอดคล้องกับการยื่นแบบภาษี เพราะความไม่สอดคล้องอาจนำไปสู่การตรวจสอบภาษีย้อนหลัง หากต้องการให้ระบบบัญชีรองรับสิ่งเหล่านี้อย่างถูกต้อง รับทำบัญชีรายเดือน จาก A Plus Me ช่วยให้คุณมีรายงานต้นทุนโครงการและการรับรู้รายได้ที่ถูกต้องทุกเดือน

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับบริษัทรับเหมาก่อสร้าง

บริษัทรับเหมาก่อสร้างทางหลวงที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จากกำไรสุทธิ โดยมีโครงสร้างอัตราดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)

SME ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ (ทุนชำระแล้ว ไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี)

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: อัตรา 0% (ยกเว้นภาษี)
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือเกินเพดานรายได้

  • กำไรสุทธิทั้งหมด: อัตราคงที่ 20%

ในทางปฏิบัติ บริษัทรับเหมางานโยธาขนาดกลางที่มีสัญญาหลายโครงการพร้อมกัน มักมีรายได้เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ซึ่งทำให้พ้นเกณฑ์ SME และต้องเสียภาษีในอัตรา 20% เต็ม การวางแผนโครงสร้างรายได้และค่าใช้จ่ายให้ถูกต้องจึงมีนัยสำคัญต่อภาษีที่ต้องจ่าย

ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับงานก่อสร้าง ได้แก่ ต้นทุนวัสดุ ค่าแรงงาน ค่าเช่าเครื่องจักร ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ และต้นทุนทางการเงิน โดยต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน ถูกต้อง และเกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง ทั้งนี้ ประมาณการต้นทุนงานก่อสร้าง ที่ทำก่อนและระหว่างโครงการยังเป็นเอกสารสำคัญที่สรรพากรอาจขอตรวจสอบเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือของการรับรู้รายได้ตาม POC

หากกิจการของคุณกำลังขยายตัวหรือต้องการวางแผนภาษีล่วงหน้าให้รัดกุม สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้าน วางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษี เพื่อทบทวนโครงสร้างค่าใช้จ่ายและตรวจสอบสิทธิประโยชน์ที่บริษัทพึงได้รับ

ปฏิทินภาษีและจุดเสี่ยงที่ผู้รับเหมาโยธามักพลาด

นอกจากการเข้าใจโครงสร้างภาษีแล้ว การไม่ยื่นให้ตรงกำหนดถือเป็นความเสี่ยงสูงสำหรับธุรกิจก่อสร้างที่มีโครงการหลายจุดพร้อมกัน ต่อไปนี้คือจุดที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

รายเดือน

  • ภ.พ.30 (VAT): ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 หากยื่นผ่านระบบ e-Filing) รวมทั้งใบกำกับภาษีจากเงินมัดจำและเงินงวดที่ได้รับจากโครงการภาครัฐ
  • ภ.ง.ด.53 (ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่บริษัทหักจากผู้รับจ้างช่วง): ยื่นภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน

กลางปีและปลายปี

  • ภ.ง.ด.51 (ประมาณการกำไรสุทธิครึ่งปี): ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันครบรอบ 6 เดือนของรอบบัญชี หากประมาณการต่ำกว่ากำไรจริงเกิน 25% จะมีเบี้ยปรับ 20% ของส่วนที่ขาด ผู้รับเหมาควรใช้ข้อมูลต้นทุนสะสมและรายได้ POC จากทุกโครงการมาประมาณการให้ใกล้เคียงความเป็นจริง
  • ภ.ง.ด.50 (ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี): ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี พร้อมงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA)

จุดเสี่ยงที่พบบ่อย

  • รับเงินล่วงหน้าจากภาครัฐแต่ยังไม่ออกใบกำกับภาษี ทำให้ยื่น VAT ขาดและมีความเสี่ยงเบี้ยปรับ
  • ประมาณการต้นทุนรวมผิดพลาดทำให้ % ความก้าวหน้าคลาดเคลื่อน นำไปสู่การรับรู้รายได้ผิดรอบ
  • ไม่ได้รวบรวมหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากโครงการทุกโครงการ ทำให้ขาดเครดิตภาษีที่ควรได้รับ
  • ต้นทุนวัสดุมีใบกำกับภาษีไม่ครบ ทำให้ใช้ภาษีซื้อได้ไม่เต็มจำนวน

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ภาษีธุรกิจก่อสร้างทางหลวงและงานโยธา: สัญญาภาครัฐ หัก ณ ที่จ่าย และการรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้า ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

งานก่อสร้างถนนให้ราชการ ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายกี่เปอร์เซ็นต์

เมื่อหน่วยงานราชการเป็นผู้จ่ายค่าจ้างก่อสร้าง จะหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 1% ตามมาตรา 50(4) แห่งประมวลรัษฎากร และนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายใน 7 วันนับจากวันสิ้นเดือนที่จ่าย อัตรา 3% ใช้ในกรณีที่ผู้จ่ายเป็นบริษัทเอกชน เช่น จ่ายให้ผู้รับเหมาช่วง บริษัทผู้รับเหมาควรตรวจสอบหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากทุกโครงการให้ครบ เพราะถือเป็นเครดิตภาษีที่นำมาลดภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปีได้

รับเงินล่วงหน้าจากภาครัฐต้องเสีย VAT เลยไหม หรือรอให้งานแล้วเสร็จก่อน

ต้องเสีย VAT ทันที เพราะความรับผิดในการเสีย VAT เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระเงิน หรือออกใบกำกับภาษี แล้วแต่ว่าเหตุการณ์ใดจะเกิดขึ้นก่อน ดังนั้นเมื่อได้รับเงินล่วงหน้าจากหน่วยงานราชการ บริษัทผู้รับเหมาต้องออกใบกำกับภาษีสำหรับยอดที่ได้รับทันที และนำ VAT ไปยื่น ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป การรอให้งานแล้วเสร็จก่อนออกใบกำกับภาษีถือเป็นความผิดและมีความเสี่ยงเบี้ยปรับ

สัญญาก่อสร้างทาง 2 ปี ต้องรับรู้รายได้อย่างไรในแต่ละปี

ภายใต้ TFRS 15 และหลักเกณฑ์สิทธิของกรมสรรพากร สัญญาก่อสร้างระยะยาวต้องรับรู้รายได้ตามความก้าวหน้าของงาน (Percentage of Completion) ในแต่ละรอบบัญชี ไม่ใช่รับรู้ทั้งหมดเมื่องานแล้วเสร็จ วิธีที่ใช้ง่ายที่สุดคือ Cost-to-Cost โดยนำต้นทุนสะสมที่เกิดจริงหารด้วยประมาณการต้นทุนทั้งหมด แล้วคูณกับมูลค่าสัญญา กิจการควรจัดทำรายงานต้นทุนโครงการแยกตามสัญญาทุกเดือน เพื่อรองรับการตรวจสอบจากสรรพากรและผู้สอบบัญชี