เพื่อกระตุ้นยอดขาย ธุรกิจเอสเอ็มอีย่อมมีการจ่ายเงินรางวัลนำเสนอแก่พนักงานขาย หรือค่านายหน้าแนะนำลูกค้า (Commission) ให้กับคู่ค้าภายนอก ประเด็นสำคัญคือ **"ประเภทของเงินได้"** และ **"อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย"** ซึ่งหากทำเอกสารนำส่งผิดประเภท บริษัทอาจถูกสรรพากรบวกกลับและต้องรับภาระภาษีส่วนที่นำส่งขาดเอง

1. ค่าคอมมิชชั่นที่จ่ายให้พนักงานของบริษัท (มาตรา 40(1))

หากผู้รับค่าคอมมิชชั่นเป็นลูกจ้างที่มีเงินเดือนประจำกับบริษัท:

  • จัดเป็นเงินได้ประเภทเดียวกับเงินเดือน: สรรพากรให้ถือเป็นเงินได้ตามมาตรา 40(1) เช่นเดียวกับเงินจ้างแรงงานทั่วไป
  • การคำนวณภาษี: บริษัทต้องนำยอดค่าคอมมิชชั่นไปรวมกับยอดเงินเดือนในเดือนนั้นๆ แล้วคำนวณหักภาษี ณ ที่จ่ายด้วย **อัตราก้าวหน้า** นำส่งผ่านแบบ ภ.ง.ด.1

2. ค่านายหน้า/ค่าแนะนำจ่ายให้บุคคลธรรมดาภายนอก (มาตรา 40(2))

หากผู้รับเป็นนายหน้าอิสระหรือบุคคลธรรมดาภายนอกที่ไม่มีฐานเงินเดือนบริษัท:

อัตราหัก ณ ที่จ่ายของนายหน้าอิสระ:
- ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40(2) (ค่าจ้างทำของ/ค่านายหน้า)
- ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราก้าวหน้า หรือหากจ่ายชั่วครั้งชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษ บางท้องที่สรรพากรยอมรับการหัก ณ ที่จ่ายในอัตราคงที่ 3% หรือ 5% (ผู้นายหน้ามีหน้าที่นำรายรับรวมนี้ไปยื่น ภ.ง.ด.90 ตอนสิ้นปี)

3. ค่าส่งเสริมการขายคูปองและของสมนาคุณคู่ค้า (นิติบุคคล)

การจ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือยอดสนับสนุนการขายให้กับคู่ค้าที่เป็นบริษัทจดทะเบียน:

  1. เข้าข่ายเป็นรายได้บริการส่งเสริมการขาย นิติบุคคลผู้จ่ายเงินต้องทำการ หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 3%
  2. ยื่นแบบภาษีผ่าน ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
  3. คู่สัญญาต้องส่งใบกำกับภาษี/ใบเสร็จรับเงินสำหรับค่าบริการส่งเสริมการขายนี้กลับมาให้เราเพื่อบันทึกบัญชี

สรุป

การทำสัญญานายหน้าและการแยกประเภทค่าใช้จ่ายในการส่งเสริมการขายที่เหมาะสมมีความสำคัญมาก บริษัทจดทะเบียนควรรวบรวมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับเงินพร้อมใบเสร็จรับเงิน และจัดทำใบสำคัญจ่าย (Payment Voucher) ทุกรอบการทำธุรกรรม เพื่อเป็นเกราะป้องกันประเด็นรายจ่ายต้องห้ามอย่างดีที่สุด

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภาษีค่าคอมมิชชั่นและค่าส่งเสริมการขาย: เกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายพนักงานและคู่ค้าบุคคลธรรมดา ควรอ่านคู่กับประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และสัญญาที่ใช้จริง เพราะอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายไม่ได้ขึ้นกับชื่อเอกสารอย่างเดียว แต่ขึ้นกับลักษณะการจ่ายเงิน

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • แยกประเภทการจ่ายเงินว่าเป็นค่าจ้างทำของ ค่าบริการ ค่าเช่า ค่าขนส่ง เงินเดือน หรือค่าสิทธิ
  • ตรวจสถานะผู้รับเงินว่าเป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล หรือผู้รับเงินต่างประเทศ
  • ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่ายและนำส่งแบบ ภ.ง.ด. ที่ถูกต้องให้ตรงรอบการจ่ายเงินจริง

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • ใช้อัตราหัก ณ ที่จ่ายตามความเคยชินโดยไม่ดูประเภทเงินได้และสัญญา
  • ออกหนังสือรับรองยอดไม่ตรงกับยอดจ่ายจริงหรือยอดที่บันทึกบัญชี
  • ลืมนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายเงินผ่านกรรมการหรือพนักงานสำรองจ่าย

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภาษีค่าคอมมิชชั่นและค่าส่งเสริมการขาย: เกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายพนักงานและคู่ค้าบุคคลธรรมดา ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งหรือไม่?

ต้องดูประเภทเงินได้ ผู้รับเงิน และเงื่อนไขการจ่ายจริงของเรื่อง ภาษีค่าคอมมิชชั่นและค่าส่งเสริมการขาย: เกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายพนักงานและคู่ค้าบุคคลธรรมดา ก่อน หากเป็นค่าบริการ ค่าจ้างทำของ ค่าเช่า หรือเงินได้ที่กฎหมายกำหนด บริษัทผู้จ่ายมักมีหน้าที่หักภาษีและนำส่งตามรอบเดือน

เอกสารสำคัญของ ภาษีค่าคอมมิชชั่นและค่าส่งเสริมการขาย: เกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายพนักงานและคู่ค้าบุคคลธรรมดา คืออะไร?

เอกสารหลักคือสัญญาหรือใบเสนอราคา ใบแจ้งหนี้ ใบเสร็จ หลักฐานโอนเงิน และหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย โดยยอดในทุกเอกสารควรตรงกับบัญชีและแบบภาษีที่นำส่ง

ถ้าหักภาษีผิดในเรื่อง ภาษีค่าคอมมิชชั่นและค่าส่งเสริมการขาย: เกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายพนักงานและคู่ค้าบุคคลธรรมดา แก้อย่างไร?

ให้ตรวจว่ายอดผิดเกิดจากอัตรา ประเภทเงินได้ หรือเดือนที่นำส่ง จากนั้นแก้หนังสือรับรองและแบบนำส่งให้สัมพันธ์กัน พร้อมบันทึกเหตุผลไว้เพื่อใช้ตอบคำถามผู้รับเงินหรือสรรพากร