เมื่อธุรกิจใช้บริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์ ค่าระบบ หรือค่าที่ปรึกษา เอกสารที่ได้มักไม่เหมือนค่าบริการในไทย ทำให้เจ้าของกิจการไม่แน่ใจว่าจะบันทึกภาษีมูลค่าเพิ่มและค่าใช้จ่ายอย่างไร บทความนี้จึงสรุปแนวคิดให้เห็นภาพก่อนคุยกับทีมบัญชี

ภ.พ.36 มักเจอในสถานการณ์ไหน

แบบนี้มักถูกพูดถึงเมื่อกิจการในไทยเป็นผู้รับบริการจากต่างประเทศ และเกิดหน้าที่เกี่ยวกับ VAT ฝั่งผู้รับบริการเอง ไม่ใช่การรับใบกำกับภาษีจากผู้ขายในประเทศตามปกติ

ธุรกิจที่ใช้โฆษณาออนไลน์ ซอฟต์แวร์ subscription ค่าที่ปรึกษา หรือบริการดิจิทัลจากต่างประเทศ จึงควรแยกรายการเหล่านี้ออกจากค่าใช้จ่ายทั่วไปตั้งแต่ต้น

แนวคิดการบันทึกบัญชี

หลักคิดสำคัญคือแยกให้ชัดว่า อะไรคือมูลค่าค่าบริการ อะไรคือภาษีที่ต้องนำส่ง และเอกสารชิ้นใดเป็นหลักฐานรับรู้ในแต่ละส่วน ถ้าทีมบัญชีได้เอกสารช้า การลงรายการอาจถูกเลื่อนไปผิดรอบเดือน

หลายบริษัทพลาดตรงที่บันทึกแต่ค่าใช้จ่ายจาก statement หรือบัตรเครดิต แต่ไม่ได้ส่ง invoice จากต่างประเทศหรือหลักฐานการยื่นแบบ ทำให้รายการไม่ครบในมุมภาษี

  • เก็บ invoice หรือ billing statement จากผู้ให้บริการต่างประเทศ
  • เก็บหลักฐานชำระเงินจากบัตรเครดิตหรือธนาคาร
  • แยกเดือนที่ใช้บริการกับเดือนที่ตัดบัตรให้ชัด
  • ส่งหลักฐานการยื่นและชำระ ภ.พ.36 ให้ทีมบัญชี

ข้อควรระวัง

อย่าคิดว่ารายการต่างประเทศทุกชนิดต้องใช้วิธีเดียวกันเสมอ เพราะสาระของสัญญาและประเภทบริการมีผลต่อการประเมินภาษีด้วย

ถ้าธุรกรรมมีมูลค่าสูงหรือเกิดซ้ำหลายเดือน ควรทำ mapping รายการไว้เลยว่าแต่ละ supplier เป็นค่าใช้จ่ายประเภทไหน ต้องมีเอกสารอะไร และปิดรอบเมื่อไร

สรุป

ภ.พ.36 ไม่ได้ยากเพราะแบบฟอร์มอย่างเดียว แต่ยากเพราะเจ้าของกิจการมักไม่แยกธุรกรรมต่างประเทศออกจากค่าใช้จ่ายทั่วไป ถ้าวางระบบเอกสารและบันทึกรายการต้นทางให้ชัด งานบัญชีและภาษีของรายการข้ามประเทศจะนิ่งขึ้นมาก

ใช้บทความนี้ตรวจอะไรกับธุรกิจได้บ้าง

บทความเรื่อง ภ.พ.36 คืออะไร และควรบันทึกบัญชีอย่างไร ควรใช้ตรวจทั้งจุดเกิดภาษี เอกสารขาย เอกสารซื้อ และรายงาน ภ.พ.30 เพราะข้อผิดพลาด VAT มักกระทบหลายเดือนต่อเนื่องและแก้ยากเมื่อปิดรอบภาษีไปแล้ว

เช็กลิสต์ก่อนใช้เรื่องนี้กับธุรกิจ

  • ตรวจว่าธุรกิจอยู่ในกิจการที่ต้องจด VAT หรือเป็นกิจการยกเว้น VAT
  • แยกใบกำกับภาษีขาย ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จ และหลักฐานรับชำระเงินให้ตรงรอบเดือน
  • กระทบยอดรายงานภาษีซื้อ-ขายกับ ภ.พ.30 รายได้ และรายการเดินบัญชีธนาคารก่อนยื่นแบบ

ข้อผิดพลาดที่ควรระวัง

  • เคลมภาษีซื้อจากเอกสารที่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่เกี่ยวกับกิจการโดยตรง
  • ออกใบกำกับภาษีผิดเดือนหรือไม่สัมพันธ์กับวันที่รับเงิน ส่งมอบสินค้า หรือให้บริการ
  • ปล่อยให้รายได้เกินเกณฑ์จด VAT โดยไม่มีแผนจดทะเบียนและปรับระบบเอกสาร

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ภ.พ.36 คืออะไร และควรบันทึกบัญชีอย่างไร ต้องดูเรื่อง VAT จุดไหนก่อน?

ให้ดูว่ารายการนั้นเป็นรายได้ที่ต้องเสีย VAT หรือได้รับยกเว้น จากนั้นตรวจจุดเกิดภาษี วันที่ออกเอกสาร และยอดที่นำไปยื่น ภ.พ.30 เพื่อให้เรื่อง ภ.พ.36 คืออะไร และควรบันทึกบัญชีอย่างไร ไม่ทำให้ยอดภาษีขายหรือภาษีซื้อคลาดเคลื่อน

เอกสารที่ควรเก็บสำหรับ ภ.พ.36 คืออะไร และควรบันทึกบัญชีอย่างไร มีอะไรบ้าง?

ควรเก็บใบกำกับภาษีเต็มรูป ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งหนี้ สัญญาหรือใบสั่งซื้อ หลักฐานรับชำระเงิน และรายงานภาษีซื้อ-ขายที่ผูกกับรายการนั้น เพื่อให้ตรวจย้อนหลังได้ทั้งทางบัญชีและภาษี

ถ้าพบว่า VAT ในเรื่อง ภ.พ.36 คืออะไร และควรบันทึกบัญชีอย่างไร ยื่นผิดไปแล้วควรทำอย่างไร?

ให้แยกรอบเดือนที่ผิด ตรวจผลต่างภาษีขายและภาษีซื้อ แล้วปรึกษาผู้ทำบัญชีเพื่อพิจารณายื่นแบบเพิ่มเติมหรือยื่นปรับปรุง พร้อมจัดเก็บเอกสารอธิบายเหตุผลของการแก้ไขไว้ในแฟ้มภาษี