ทำธุรกิจในชื่อตัวเองหรือจดบริษัทดีกว่ากัน คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน แต่มีตัวเลขและเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจได้ชัดเจน
ทำไมเรื่องนี้จึงสำคัญกว่าที่คิด
เจ้าของธุรกิจจำนวนมากเลือกรูปแบบนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดาโดยไม่ได้คำนวณตัวเลขจริง บางคนจดบริษัทเพราะ "ดูน่าเชื่อถือกว่า" บางคนไม่จดเพราะ "กลัวยุ่งยาก" ทั้งที่สิ่งที่ควรถามจริงๆ คือ ณ รายได้ระดับนี้ แบบไหนเสียภาษีน้อยกว่า และมีภาระอื่นอะไรตามมา
บทความนี้เขียนสำหรับเจ้าของกิจการที่กำลังพิจารณาโครงสร้างธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า ฟรีแลนซ์ ผู้ให้บริการ หรือผู้ผลิตสินค้าที่รายได้เริ่มเติบโต และต้องการรู้ว่าควรเดินทางไหนทางภาษี
บุคคลธรรมดาเสียภาษีอย่างไร
ผู้ประกอบการที่ไม่ได้จดนิติบุคคลจะเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยคำนวณจากเงินได้สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนส่วนตัว ใช้อัตราแบบขั้นบันไดดังนี้
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี |
|---|---|
| 0 – 150,000 | ยกเว้น |
| 150,001 – 300,000 | 5% |
| 300,001 – 500,000 | 10% |
| 500,001 – 750,000 | 15% |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% |
ค่าใช้จ่ายที่หักได้สำหรับบุคคลธรรมดา
ขึ้นอยู่กับประเภทเงินได้ตามมาตรา 40 ของประมวลรัษฎากร เช่น
- เงินได้ประเภทที่ 6 (วิชาชีพอิสระ) หักได้ 60% แต่ไม่เกิน 300,000 บาท
- เงินได้ประเภทที่ 7 (รับเหมา) หักได้ 60%
- เงินได้ประเภทที่ 8 (อื่นๆ เช่น ค้าขาย) หักได้ 60% แต่ไม่เกิน 600,000 บาท หรือหักตามจริง
นอกจากนี้ยังมีค่าลดหย่อนส่วนตัวอีก เช่น ค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ 60,000 บาท ค่าลดหย่อนคู่สมรส ประกันชีวิต กองทุน RMF/SSF ฯลฯ ซึ่งช่วยลดฐานภาษีได้อีกทาง
จุดที่ต้องระวัง: ถ้ารายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่น ภ.ง.ด.94 (ภาษีครึ่งปี) ด้วย ไม่ใช่แค่ ภ.ง.ด.90 ปลายปีอย่างเดียว
นิติบุคคลเสียภาษีอย่างไร
เมื่อจดทะเบียนบริษัทหรือ หจก. แล้ว กิจการจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ในอัตราแบบขั้นบันไดสำหรับ SME ดังนี้
| กำไรสุทธิ (บาท) | อัตราภาษี CIT (SME) |
|---|---|
| 0 – 300,000 | ยกเว้น (0%) |
| 300,001 – 3,000,000 | 15% |
| 3,000,001 ขึ้นไป | 20% |
เงื่อนไขของอัตรา SME ข้างต้นคือ บริษัทต้องมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้รวมทั้งปีไม่เกิน 30 ล้านบาท (ตรวจสอบสิทธิ์กับผู้เชี่ยวชาญก่อนนำไปใช้ เนื่องจากเงื่อนไขอาจมีการปรับปรุงได้)
ค่าใช้จ่ายที่หักได้ในระบบนิติบุคคล
บริษัทสามารถหักรายจ่ายจริงที่เกี่ยวข้องกับกิจการได้ค่อนข้างกว้าง เช่น เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่าออฟฟิศ ค่าวัตถุดิบ ค่าสาธารณูปโภค ดอกเบี้ยกู้ยืม ค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขายในวงเงินที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเอกสารหลักฐานครบถ้วน ดูเอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชีสำหรับรายละเอียด
เปรียบเทียบตัวเลขจริง: รายได้ระดับเดียวกัน ภาษีต่างกันแค่ไหน
สมมติว่าธุรกิจมีรายได้ปีละ 3 ล้านบาท และมีค่าใช้จ่ายจริง 2 ล้านบาท เหลือกำไร/เงินได้สุทธิ 1 ล้านบาท
กรณีบุคคลธรรมดา (เงินได้ประเภท 8 หักแบบเหมา 60%)
- รายได้ 3,000,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 60% = 1,800,000 บาท
- เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 1,200,000 บาท
- หักค่าลดหย่อนส่วนตัว (ประมาณ 60,000 บาท) = เงินได้สุทธิ ~1,140,000 บาท
- ภาษีโดยประมาณ: ~150,000 บาท (คำนวณตามขั้นบันได)
กรณีนิติบุคคล (บริษัท SME กำไรสุทธิจริง 1 ล้านบาท)
- กำไรสุทธิ 1,000,000 บาท
- ยกเว้น 300,000 แรก = 0 บาท
- ส่วนที่เหลือ 700,000 บาท × 15% = 105,000 บาท
- ภาษีนิติบุคคล ~105,000 บาท
- บวกภาษีเงินปันผล 10% ถ้าจะนำกำไรออกมาใช้ (ถ้าเจ้าของถือหุ้น 100%: 700,000 × 10% = 70,000 บาท)
- ภาษีรวม ~175,000 บาท (ถ้านำกำไรออกทั้งหมดผ่านเงินปันผล)
ข้อสังเกต: ถ้าเจ้าของบริษัทรับเงินเป็นเงินเดือนแทนปันผล ก็จะมีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาส่วนของเงินเดือนแทน ซึ่งต้องวางแผนให้ดี การวางแผนภาษีโครงสร้างเงินเดือนกรรมการจึงสำคัญมากหลังจดบริษัท
ปัจจัยอื่นที่ต้องนับ ไม่ใช่แค่อัตราภาษี
การตัดสินใจว่าจะอยู่ในระบบบุคคลธรรมดาหรือจดนิติบุคคลไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขภาษีอย่างเดียว มีปัจจัยอื่นที่เจ้าของธุรกิจต้องชั่งน้ำหนักด้วย
- ความน่าเชื่อถือกับลูกค้า: ลูกค้าองค์กรและหน่วยงานรัฐส่วนใหญ่ต้องการออกใบหัก ณ ที่จ่ายให้นิติบุคคล บางรายไม่ซื้อจากบุคคลธรรมดาเลย
- การเปิดบัญชีธนาคารธุรกิจ: บัญชีนิติบุคคลแยกออกจากบัญชีส่วนตัวได้ชัดเจน ลดปัญหาสรรพากรตีความรายได้ส่วนตัวว่าเป็นรายได้ธุรกิจ
- ความรับผิดทางกฎหมาย: นิติบุคคลจำกัดความรับผิดส่วนตัวของเจ้าของ ถ้าธุรกิจมีหนี้หรือคดี เจ้าของไม่ต้องรับผิดด้วยทรัพย์สินส่วนตัวเกินกว่าทุน
- ภาระงานบัญชีและค่าใช้จ่าย: นิติบุคคลต้องจ้างรับทำบัญชีรายเดือน จัดทำงบการเงินประจำปี และส่งงบให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งมีต้นทุนเพิ่มขึ้นเทียบกับบุคคลธรรมดา
- VAT: ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลมีหน้าที่จด VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเหมือนกัน ดังนั้น VAT ไม่ใช่ปัจจัยในการเลือกระหว่างสองรูปแบบนี้
- การโอนกิจการในอนาคต: นิติบุคคลสามารถโอนหุ้นได้ง่ายกว่า ทำให้วางแผนขายกิจการหรือรับนักลงทุนได้สะดวกขึ้น
จุดที่รายได้เริ่มคุ้มค่าสำหรับการจดนิติบุคคล
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่หลักการทั่วไปที่ผู้เชี่ยวชาญมักใช้ประเมินคือ
- ถ้ารายได้ยังต่ำกว่า 1.2 – 1.5 ล้านบาทต่อปี ระบบบุคคลธรรมดามักเสียภาษีต่ำกว่าหรือพอๆ กัน และมีภาระบัญชีน้อยกว่ามาก
- ถ้ารายได้อยู่ที่ 1.5 – 3 ล้านบาทต่อปี เป็นช่วงที่ต้องคำนวณเปรียบเทียบจริงๆ โดยนับทั้งอัตราภาษีและค่าใช้จ่ายบัญชีนิติบุคคลด้วย
- ถ้ารายได้เกิน 3 ล้านบาทต่อปี ขึ้นไป ระบบนิติบุคคลเริ่มให้ประโยชน์ด้านภาษีชัดขึ้น ทั้งอัตราที่ต่ำกว่าและโอกาสหักรายจ่ายจริงได้กว้างกว่า
ตัวเลขข้างต้นเป็นการประมาณการ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายจ่าย ลดหย่อนที่มี และวิธีรับเงินออกจากบริษัท ควรประเมินความเสี่ยงภาษีและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ
เมื่อไหร่ควรอยู่เป็นบุคคลธรรมดาต่อไป
- รายได้ยังไม่สูงหรือยังอยู่ในช่วงทดลองธุรกิจ ยังไม่แน่ใจว่าจะทำต่อหรือเปล่า
- ลูกค้าทั้งหมดเป็นบุคคลทั่วไป ไม่มีความต้องการออกใบกำกับภาษีนิติบุคคล
- ไม่มีพาร์ทเนอร์ธุรกิจที่ต้องการโครงสร้างหุ้นส่วนชัดเจน
- ต้องการความยืดหยุ่นสูงสุดในการจัดการเงิน โดยไม่แบกภาระงานบัญชีนิติบุคคล
เมื่อไหร่ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล
- รายได้เติบโตจนถึงระดับที่ภาษีนิติบุคคลได้เปรียบ หรือต้องการแยกการเงินส่วนตัวและธุรกิจให้ชัด
- ลูกค้าหลักคือองค์กร บริษัท หรือหน่วยงานรัฐที่ต้องการคู่สัญญาเป็นนิติบุคคล
- มีพาร์ทเนอร์หรือผู้ร่วมลงทุนที่ต้องแบ่งสัดส่วนการถือครองธุรกิจ
- ต้องการกู้เงินธุรกิจ สมัครสินเชื่อ SME หรือขอสิทธิประโยชน์จาก BOI/หน่วยงานรัฐ
- วางแผนขยายกิจการ รับพนักงาน หรือต้องการสร้างมูลค่ากิจการสำหรับอนาคต
ดูบริการจดทะเบียนบริษัทและขั้นตอนที่ต้องเตรียมได้เลย
สรุปและข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ
ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปว่าบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลดีกว่าเสมอ เพราะขึ้นอยู่กับระดับรายได้ โครงสร้างค่าใช้จ่าย ประเภทลูกค้า และเป้าหมายธุรกิจระยะยาว สิ่งที่ควรทำคือคำนวณตัวเลขจริงโดยเอารายได้และค่าใช้จ่ายจริงของคุณมาเปรียบเทียบทั้งสองระบบ ไม่ใช่เลือกจากความรู้สึกหรือเลียนแบบคนอื่น
ถ้าไม่แน่ใจว่าโครงสร้างไหนเหมาะกับธุรกิจตัวเอง ทีม A Plus Me ยินดีช่วยประเมินและวางแผนให้ ดูบริการบริการทั้งหมดหรือติดต่อ A Plus Meเพื่อขอคำปรึกษาได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับการพูดคุยครั้งแรก
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล เสียภาษีแบบไหนคุ้มกว่าสำหรับธุรกิจคุณ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บุคคลธรรมดากับนิติบุคคล อัตราภาษีสูงสุดต่างกันเท่าไหร่
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 35% สำหรับเงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท ขณะที่ภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME (ทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท รายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาท) สูงสุดอยู่ที่ 20% ทำให้นิติบุคคลได้เปรียบชัดเจนเมื่อรายได้สูง
จดบริษัทแล้วต้องเสียภาษีซ้ำซ้อนไหม เงินปันผลต้องเสียอีกรอบ
ใช่ กำไรของบริษัทเสียภาษีนิติบุคคลก่อน แล้วถ้านำออกเป็นเงินปันผลก็จะถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% แต่ถ้าเจ้าของรับเป็นเงินเดือนแทน ก็เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในฐานะมนุษย์เงินเดือน การวางแผนโครงสร้างเงินเดือน+ปันผลจึงสำคัญมาก
รายได้เท่าไหร่ถึงควรจดบริษัทเพื่อประหยัดภาษี
ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้ารายได้เกิน 3 ล้านบาทต่อปีและมีกำไรสุทธิพอสมควร ระบบนิติบุคคลเริ่มให้ประโยชน์ชัดขึ้น อย่างไรก็ตามต้องคำนวณโดยนับรายจ่ายบัญชีนิติบุคคลเข้าไปด้วย เพราะมีต้นทุนเพิ่มขึ้นแน่นอน
บุคคลธรรมดาสามารถหักค่าใช้จ่ายจริงได้เหมือนบริษัทไหม
หักได้ แต่มีเงื่อนไข บุคคลธรรมดาสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (เช่น 60% ของรายได้) หรือแบบจริง แต่การหักแบบจริงต้องมีหลักฐานครบถ้วนและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อหาเงินได้จริง
ถ้าจดบริษัทแล้ว เจ้าของยังต้องยื่นภาษีบุคคลธรรมดาด้วยไหม
ยังต้องยื่นครับ เจ้าของบริษัทในฐานะบุคคลยังมีหน้าที่ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีจากเงินได้ส่วนตัว เช่น เงินเดือนที่รับจากบริษัท เงินปันผล หรือเงินได้อื่น บริษัทและเจ้าของเป็นคนละนิติบุคคลกัน
VAT มีผลต่อการเลือกบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลไหม
ไม่มีผลโดยตรง เพราะทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลต่างก็มีหน้าที่จดทะเบียน VAT เมื่อรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีเหมือนกัน VAT ไม่ใช่ปัจจัยในการเลือกโครงสร้างระหว่างสองแบบนี้