ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์มีรายได้หลากหลายช่องทาง ทั้งค่าจ้างรายโปรเจกต์ ค่ารีวิว ค่าบูสต์โพสต์ Adsense และรายได้แบรนด์ดีล ซึ่งแต่ละก้อนถูกกรมสรรพากรมองต่างกัน ถ้าคุณไม่รู้ว่ารายได้ตัวเองอยู่ในหมวดไหน คุณอาจเสียภาษีผิดแบบ หรือเสียโอกาสวางแผนที่ถูกกฎหมายไปโดยไม่รู้ตัว
รายได้ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ กรมสรรพากรมองว่าเป็น "รายได้ประเภทไหน"?
นี่คือจุดที่หลายคนสับสนมากที่สุด เพราะรายได้เดียวกัน ถ้าสัญญาหรือลักษณะงานต่างกัน อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอาจต่างกันได้ถึง 3 เท่า ในทางกฎหมาย รายได้ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์มักจัดอยู่ใน 2 ประเภทหลัก
- มาตรา 40(2) — ค่าจ้างบริการ/ค่าจ้างทั่วไป: ค่าจ้างดีไซน์, ค่าเขียนโค้ด, ค่าถ่ายภาพ, ค่าจัดการโซเชียลมีเดีย, ค่า Content Creator ที่รับจ้างทำเนื้อหาให้แบรนด์ — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3%
- มาตรา 40(8) — รายได้จากธุรกิจพาณิชย์/กิจกรรมอื่น: ยอดขายจาก Marketplace, รายได้ค่าโฆษณา Adsense/YouTube, ค่า Affiliate Commission, รายได้จากการขายสินค้า Merch — ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (นิติบุคคลจ่าย) หรือไม่ถูกหักเลยถ้าผู้จ่ายไม่ใช่นิติบุคคล
สำหรับ อินฟลูเอนเซอร์ โดยเฉพาะ กรมสรรพากรมักพิจารณาค่ารีวิว ค่า Sponsored Post และค่า Endorsement ว่าเป็นรายได้มาตรา 40(2) หรือ 40(8) ขึ้นอยู่กับว่าสัญญากับแบรนด์เป็นลักษณะ "จ้างทำของ" หรือ "จ้างแรงงาน" — ส่วนใหญ่ในทางปฏิบัติจะถูกหักไว้ 3% และออกใบทวิ 50 (หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย) ให้
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ฟรีแลนซ์ต้องรู้อะไรบ้าง
เมื่อบริษัทหรือนิติบุคคลจ้างคุณแบบฟรีแลนซ์ และจ่ายเงินค่าจ้างตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วนำส่งสรรพากรแทนคุณ แล้วออกใบทวิ 50 ให้
| ประเภทงาน | ประเภทรายได้ (ม.40) | อัตราหัก ณ ที่จ่าย |
|---|---|---|
| รับจ้างทำกราฟิก/เขียนโค้ด/คอนเทนต์ | 40(2) | 3% |
| รับจ้างถ่ายภาพ/ทำวิดีโอ (จ้างทำของ) | 40(2) หรือ 40(8) | 3% |
| ค่ารีวิว/Sponsored Post อินฟลูเอนเซอร์ | 40(2) หรือ 40(8) | 3% |
| ค่า Affiliate / Commission | 40(8) | 3% (ถ้าผู้จ่ายเป็นนิติบุคคล) |
| ค่า Royalty / ลิขสิทธิ์ | 40(3) | 3% |
ใบทวิ 50 ที่ได้มาทุกใบ อย่าทิ้ง ให้เก็บไว้ครบทุกใบ เพราะตอนยื่นภาษีสิ้นปีจะนำมาหักออกจากภาษีที่ต้องจ่ายเพิ่ม ยิ่งสะสมใบทวิ 50 ได้มาก โอกาสได้คืนภาษีหรือจ่ายเพิ่มน้อยลงยิ่งสูง
ยื่นภาษีสิ้นปี ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ใช้แบบไหน
ในฐานะบุคคลธรรมดา คุณต้องยื่น ภ.ง.ด.90 ภายในวันที่ 31 มีนาคมของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 เมษายน) นำรายได้ทั้งปีมารวมกัน หักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อน แล้วคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า
การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา (สำหรับคนที่ไม่ทำบัญชี)
หากคุณไม่ได้จัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย กฎหมายให้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ตามประเภทรายได้:
- รายได้มาตรา 40(2): หักเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
- รายได้มาตรา 40(8) (ค้าขายทั่วไป): หักเหมาได้ 60%
- รายได้มาตรา 40(3) ลิขสิทธิ์: หักเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
สังเกตว่ารายได้มาตรา 40(2) มีเพดานหักเหมาที่ 100,000 บาท หมายความว่าถ้าคุณมีรายได้ฟรีแลนซ์ปีละ 1 ล้านบาท หักเหมาได้แค่ 100,000 บาท แต่ถ้าจัดทำบัญชีและหักค่าใช้จ่ายจริง เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าซอฟต์แวร์ ค่าเช่าสตูดิโอ คุณอาจหักได้มากกว่านี้มาก — นี่คือเหตุผลที่ รับทำบัญชีรายเดือน ช่วยประหยัดภาษีได้จริง
ภาษีครึ่งปี ภ.ง.ด.94 อย่าลืมยื่น
ถ้าคุณมีรายได้ประเภท 40(8) เกิน 60,000 บาท ในช่วงมกราคม–มิถุนายน คุณมีหน้าที่ยื่น ภ.ง.ด.94 ภายในกันยายน–ตุลาคมของปีเดียวกัน การพลาดยื่นมีค่าปรับทางอาญาและเงินเพิ่มอัตรา 1.5% ต่อเดือน
VAT ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ต้องจดไหม
กฎเกณฑ์ง่ายมาก: ถ้ารายได้ทั้งปีจากกิจการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณมีหน้าที่จดทะเบียน VAT และยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน (ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 23 หากยื่นออนไลน์)
แต่มีข้อยกเว้นสำคัญ: รายได้จากต่างประเทศ เช่น YouTube Adsense, Patreon, ค่าบริการ Upwork หรือ Fiverr ที่ผู้จ่ายอยู่นอกไทย — กรณีนี้ถือเป็นการส่งออกบริการ อัตรา VAT เป็น 0% แต่ยังต้องนับรวมในยอดรายได้เพื่อดูว่าเกินเกณฑ์ 1.8 ล้านบาทหรือไม่ และยังต้องจดทะเบียน VAT เหมือนเดิมถ้าเกิน
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่ารายได้ของตัวเองต้องจด VAT หรือไม่ ลองใช้บริการ ประเมินความเสี่ยงภาษี เพื่อเช็กก่อนที่จะเสียค่าปรับโดยไม่รู้ตัว
ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ควรตั้งบริษัทเมื่อไหร่
นี่คือคำถามที่ถามกันมากที่สุด และคำตอบขึ้นอยู่กับตัวเลขจริง ไม่ใช่ความรู้สึก ลองดูสัญญาณเหล่านี้:
สัญญาณที่บอกว่า "ถึงเวลาตั้งบริษัทแล้ว"
- รายได้สุทธิเกิน 500,000–700,000 บาทต่อปี: ในระดับนี้ อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขยับขึ้นถึง 20–25% แต่ถ้าตั้งบริษัท SME กำไรส่วนแรกไม่เกิน 300,000 บาท ยังได้รับยกเว้นภาษีนิติบุคคล และกำไรส่วนถัดไปถึง 3 ล้านบาทเสียแค่ 15%
- ลูกค้าหลักเป็นองค์กรหรือบริษัทใหญ่: หลายองค์กรมีนโยบายว่าต้องจ่ายให้นิติบุคคลเท่านั้น จดบริษัทช่วยปิดดีลได้มากขึ้น
- ต้องการขยายทีม: การจ้างพนักงานประจำในนามบุคคลธรรมดาซับซ้อนกว่าในนามบริษัท และภาระรับผิดชอบส่วนตัวมีสูงกว่า
- ต้องการวางแผนเงินเดือนกรรมการ + เงินปันผล: บริษัทช่วยให้กำหนดโครงสร้างรายได้ที่ประหยัดภาษีได้ดีกว่า เช่น จ่ายเงินเดือนกรรมการในจำนวนที่พอดีกับขั้นภาษีที่ต่ำกว่า แล้วรับกำไรส่วนที่เหลือเป็นเงินปันผล
ถ้ายังรายได้น้อย อย่าเพิ่งรีบตั้งบริษัท
บริษัทมีภาระที่ต้องแบกในฐานะนิติบุคคล ไม่ว่ารายได้จะมีหรือไม่ก็ตาม ได้แก่ ค่าทำบัญชีรายเดือน ค่าตรวจสอบบัญชีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต การยื่นงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกปี และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายตรงส่วนนี้ตกปีละ 15,000–40,000 บาทขึ้นไป ถ้ารายได้ยังน้อย ค่าใช้จ่ายพวกนี้กินกำไรไปมาก
หากสนใจเปรียบเทียบตัวเลขภาษีจริงระหว่างนามบุคคลธรรมดากับนิติบุคคล ลองดูบทความ คู่มือจดทะเบียนบริษัท และให้ทีม A Plus Me ช่วยจำลองตัวเลขให้ก่อนตัดสินใจ
เอกสารที่ฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ควรเก็บตลอดปี
การจัดเอกสารให้เป็นระบบตั้งแต่ต้นทำให้ยื่นภาษีง่ายขึ้นมาก และป้องกันปัญหาเวลาโดนสรรพากรขอตรวจสอบ
- ใบทวิ 50 จากทุกบริษัทที่หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ (เก็บแยกแฟ้ม)
- สัญญาว่าจ้าง ทุกโปรเจกต์ แม้จะเป็นแค่ไลน์สรุปข้อตกลง ก็ควรปรินต์หรือบันทึกไว้
- ใบแจ้งหนี้ (Invoice) ที่คุณออกให้ลูกค้า ควรมีเลขที่ต่อเนื่อง
- หลักฐานการรับเงิน เช่น สลิปโอนเงิน ยอด Bank Statement รายเดือน
- ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวกับงาน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต ค่าซอฟต์แวร์ Adobe/Canva Pro ค่าเช่าสตูดิโอ ค่าอุปกรณ์ถ่ายภาพ/วิดีโอ
- สรุปรายรับรายเดือน แยกตามแหล่งรายได้ (แบรนด์ A, แบรนด์ B, YouTube, Affiliate)
ดูตัวอย่างรายการเอกสารเพิ่มเติมที่บทความ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
เช็กลิสต์ภาษีฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ ก่อนสิ้นปี
- รวบรวมใบทวิ 50 ทุกใบ ตรวจสอบว่าครบตามที่รับงานจริง
- สรุปรายรับทั้งปีจากทุกช่องทาง รวมถึงรายได้จากต่างประเทศ
- ตรวจสอบว่ารายรับทุกช่องรวมกันเกิน 1.8 ล้านบาทหรือไม่ (เกณฑ์จด VAT)
- เก็บใบเสร็จค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับงานครบถ้วน เผื่อหักค่าใช้จ่ายจริงแทนเหมา
- ประเมินว่าปีนี้ได้คืนภาษีหรือต้องจ่ายเพิ่ม และวางแผนสำหรับปีหน้า
- พิจารณาว่าถึงจุดที่ควรตั้งบริษัทเพื่อวางแผนภาษีระยะยาวหรือยัง
A Plus Me ช่วยฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างไร
ไม่ว่าคุณจะเป็นฟรีแลนซ์มือใหม่ที่เพิ่งเริ่มรับงาน หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่รายได้โตถึงหลักล้านและกำลังคิดว่าจะตั้งบริษัทดีไหม ทีม A Plus Me พร้อมช่วยจัดระบบบัญชี วางแผนภาษีให้ถูกกฎหมาย และจำลองตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างนามบุคคลธรรมดากับบริษัทจำกัดให้เห็นชัดเจนก่อนตัดสินใจ ดูบริการ วางแผนภาษี หรือ จดทะเบียนบริษัท และ ติดต่อ A Plus Me เพื่อปรึกษาเพิ่มเติมได้เลย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ทำบัญชีฟรีแลนซ์และอินฟลูเอนเซอร์ เสียภาษีอย่างไร และควรตั้งบริษัทไหม ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ฟรีแลนซ์ถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% แล้ว ยังต้องยื่นภาษีสิ้นปีอีกไหม
ต้องยื่น ภ.ง.ด.90 อยู่ทุกปี เพราะ 3% ที่ถูกหักไปเป็นแค่เงินประมาณการที่จ่ายล่วงหน้า ตอนสิ้นปีต้องนำรายได้ทั้งหมดมาคำนวณภาษีจริงตามอัตราก้าวหน้า แล้วนำเงิน 3% ที่ถูกหักไปแล้วมาหักออก หากเสียเกินก็ได้คืน หากเสียน้อยกว่าก็ต้องจ่ายเพิ่ม
อินฟลูเอนเซอร์รับค่ารีวิวสินค้าต้องเสียภาษีเท่าไหร่
ค่ารีวิวและค่า Sponsored Post ถือเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมในการยื่นภาษีสิ้นปี อัตราภาษีขึ้นอยู่กับรายได้สุทธิทั้งปีตามขั้นบันได 5%-35% แบรนด์ที่เป็นนิติบุคคลมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ก่อนจ่ายและออกใบทวิ 50 ให้
รายได้จาก YouTube Adsense ต้องเสียภาษีไทยไหม
ต้องเสีย เพราะคุณเป็นผู้รับเงินที่มีถิ่นพำนักอยู่ในไทย รายได้จาก YouTube จัดเป็นรายได้มาตรา 40(8) ที่ต้องนำมาคำนวณในภ.ง.ด.90 ทุกปี อย่างไรก็ตาม Google ในฐานะผู้จ่ายเงินจากต่างประเทศมักไม่หักภาษีไทยไว้ ดังนั้นคุณต้องยื่นและชำระภาษีเองทั้งจำนวน
ฟรีแลนซ์ต้องจด VAT เมื่อรายได้เท่าไหร่
เมื่อรายได้รวมจากกิจการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี คุณมีหน้าที่จดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่รายได้เกินเกณฑ์ หากจงใจไม่จดอาจมีโทษปรับและต้องรับผิดชอบ VAT ย้อนหลังพร้อมเบี้ยปรับ
ตั้งบริษัทแล้วจะประหยัดภาษีได้จริงไหม เมื่อเทียบกับนามบุคคลธรรมดา
ขึ้นอยู่กับระดับรายได้และโครงสร้างค่าใช้จ่าย โดยทั่วไปถ้ากำไรสุทธิต่อปีเกิน 500,000–700,000 บาท การตั้งบริษัทมักให้ผลดีกว่า เพราะอัตราภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME (กำไรไม่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 15%) ต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาในช่วงรายได้เดียวกัน แต่ต้องบวกค่าทำบัญชีและค่าตรวจสอบบัญชีเข้าไปด้วย
ฟรีแลนซ์ที่ไม่มีลูกค้าออกใบทวิ 50 ให้ ต้องทำอย่างไร
ถ้าผู้จ่ายเงินไม่ได้หักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ออกใบทวิ 50 (เช่น ลูกค้าเป็นบุคคลธรรมดา) คุณยังต้องนำรายได้นั้นมาคำนวณภาษีเองตอนสิ้นปีเต็มจำนวน ควรเก็บหลักฐานรับเงิน สัญญา และ Invoice ให้ครบสำหรับการยื่นและรับมือการตรวจสอบ