เพิ่งจดทะเบียนบริษัทเสร็จแล้วรู้สึกมึนว่าขั้นตอนต่อไปคืออะไร? บทความนี้รวบรวมสิ่งที่เจ้าของธุรกิจมือใหม่ต้องรู้เรื่องการทำบัญชีบริษัทตั้งแต่วันแรก เพื่อให้เริ่มต้นได้ถูกทางและไม่มีปัญหาตามมาภายหลัง
ทำไมบัญชีบริษัทถึงสำคัญตั้งแต่เดือนแรก
หลายคนเข้าใจว่าการทำบัญชีเป็นเรื่องปลายปี ยื่นงบทีเดียวแล้วจบ แต่ความจริงไม่ใช่แบบนั้น บริษัทจำกัดมีหน้าที่ทางบัญชีและภาษีทุกเดือน ตั้งแต่วันแรกที่จดทะเบียน ถ้าปล่อยเอกสารสะสมไว้โดยไม่จัดระบบ พอถึงเวลาส่งนักบัญชีจะต้องใช้เวลาตามแก้มาก ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น และที่หนักกว่านั้นคือเอกสารบางอย่างหายไปแล้วก็ตามคืนไม่ได้
การทำบัญชีบริษัทเริ่มต้นที่ดีคือการวางระบบให้ถูกตั้งแต่ต้น ทั้งเรื่องเอกสาร เรื่องบัญชีธนาคาร และเรื่องภาษีที่ต้องยื่นตามกำหนด บทความนี้จะพาคุณเดินผ่านแต่ละส่วนแบบที่เจ้าของธุรกิจเข้าใจได้จริง ไม่ใช่ภาษาบัญชีล้วนๆ
สิ่งแรกที่ต้องทำหลังจดทะเบียนบริษัท: แยกเงินให้ชัด
ก่อนจะพูดถึงสมุดบัญชีหรือโปรแกรมใดๆ ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดสำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่คือ เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทโดยเฉพาะ และแยกรายรับรายจ่ายธุรกิจออกจากบัญชีส่วนตัวให้ขาดจากกัน
ฟังดูง่าย แต่หลายคนทำผิดข้อนี้ในช่วงเริ่มต้น เช่น โอนเงินค่าขายเข้าบัญชีส่วนตัวบ้าง บัญชีบริษัทบ้าง หรือใช้บัตรส่วนตัวจ่ายค่าใช้จ่ายบริษัท ปัญหาคือพอสิ้นปีไม่รู้ว่ารายได้จริงของบริษัทเท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายอะไรหักภาษีได้บ้าง และนักบัญชีก็ทำงานยากขึ้นหลายเท่า
- เปิดบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีกระแสรายวันในนามบริษัทกับธนาคาร (ต้องใช้หนังสือรับรองบริษัทและหนังสือมอบอำนาจในบางกรณี)
- ให้ลูกค้าโอนเงินค่าสินค้า/บริการเข้าบัญชีบริษัทเสมอ
- ค่าใช้จ่ายของบริษัทจ่ายจากบัญชีบริษัท หรือถ้าจ่ายด้วยเงินส่วนตัวให้เบิกคืนพร้อมเอกสารประกอบ
- ถ้าเจ้าของต้องการนำเงินออกจากบริษัท ให้บันทึกเป็นเงินเดือนกรรมการหรือเงินปันผลตามขั้นตอนที่ถูกต้อง
เอกสารที่ต้องเก็บทุกเดือน
บัญชีบริษัทยืนอยู่บนเอกสารประกอบรายการ ถ้าไม่มีเอกสารก็บันทึกบัญชีไม่ได้ และถ้าสรรพากรขอดูก็ยื่นไม่ได้ เจ้าของธุรกิจมือใหม่ควรรู้ว่าต้องเก็บอะไรบ้าง
ด้านรายรับ (ฝั่งขาย)
- ใบกำกับภาษี / ใบเสร็จรับเงิน สำหรับทุกรายการขาย ถ้าจด VAT ต้องออกใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่มีชื่อ ที่อยู่ เลขทะเบียน VAT ของผู้ขายและผู้ซื้อ
- ใบเสนอราคา / ใบสั่งซื้อ เก็บไว้เป็นหลักฐานยืนยันว่าขายสินค้าหรือบริการจริง
- หลักฐานการรับเงิน เช่น สลิปโอน QR Payment หน้าต่างธุรกรรมธนาคาร
ด้านรายจ่าย (ฝั่งซื้อ)
- ใบกำกับภาษีจากซัพพลายเออร์ ต้องระบุชื่อบริษัทของคุณเป็นผู้ซื้อ ไม่ใช่ชื่อส่วนตัว
- ใบเสร็จรับเงิน สำหรับค่าใช้จ่ายที่ผู้ขายไม่ได้จด VAT
- สัญญาเช่า สัญญาจ้าง เอกสารอ้างอิงรายจ่ายประจำ
- ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากผู้ว่าจ้างที่หักภาษีไว้ให้เรา เป็นเครดิตภาษีที่ใช้ได้ตอนยื่น ภ.ง.ด.50
สำหรับแนวทางการจัดเตรียมเอกสารส่งให้นักบัญชี สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
รอบภาษีที่บริษัทต้องยื่นทุกเดือน
เมื่อจดทะเบียนบริษัทแล้ว จะมีภาษีรายเดือนที่ต้องยื่นเป็นประจำ แม้บางเดือนอาจไม่มียอดภาษีต้องชำระ แต่การยื่นแบบไม่ตรงเวลามีค่าปรับและเงินเพิ่ม ซึ่งสะสมได้ไว ควรทราบไว้ตั้งแต่ต้น
| แบบภาษี | ที่มา | กำหนดยื่น | ใครต้องยื่น |
|---|---|---|---|
| ภ.ง.ด.1 | ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายพนักงาน (เงินเดือน) | ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายเป็นวันที่ 15) | บริษัทที่มีพนักงาน |
| ภ.ง.ด.3 | ภาษีหัก ณ ที่จ่ายบุคคลธรรมดา (ค่าจ้าง ค่าบริการ ค่าเช่า ฯลฯ) | ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายเป็นวันที่ 15) | บริษัทที่จ่ายเงินให้บุคคลธรรมดา |
| ภ.ง.ด.53 | ภาษีหัก ณ ที่จ่ายนิติบุคคล (ค่าบริการ ค่าเช่าจากบริษัทอื่น) | ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายเป็นวันที่ 15) | บริษัทที่จ่ายเงินให้บริษัทอื่น |
| ภ.พ.30 | ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รายเดือน | ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายเป็นวันที่ 23) | บริษัทที่จด VAT |
ตัวเลขวันที่ข้างต้นเป็นกำหนดทั่วไปตามกฎหมาย หากปีใดวันที่ดังกล่าวตรงวันหยุดราชการ กรมสรรพากรจะขยับกำหนดให้โดยอัตโนมัติ ควรตรวจสอบประกาศจากกรมสรรพากรในแต่ละปีเพิ่มเติม
ภาษีรายปีที่บริษัทต้องยื่น
นอกจากภาษีรายเดือน บริษัทยังมีภาษีและเอกสารที่ต้องยื่นเป็นรายปี ซึ่งสำคัญมากและมีโทษปรับหากไม่ยื่น
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51)
ภ.ง.ด.50 คือแบบยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ต้องยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี เช่น ถ้าบริษัทปิดบัญชี 31 ธันวาคม ก็ต้องยื่น ภ.ง.ด.50 ภายใน 30 พฤษภาคมของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์ขยายเป็น 8 สิงหาคม)
ภ.ง.ด.51 คือภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ต้องยื่นภายใน 2 เดือนหลังจากผ่านครึ่งรอบบัญชี เช่น ถ้ารอบบัญชีสิ้นสุด 31 ธันวาคม ต้องยื่น ภ.ง.ด.51 ภายในเดือนสิงหาคมของปีนั้น
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับ SME (ปี 2567–2569)
สำหรับบริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้
- กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก: ยกเว้นภาษี (0%)
- กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
- กำไรสุทธิ มากกว่า 3,000,000 บาทขึ้นไป: อัตรา 20%
บริษัททั่วไปที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME จะเสียภาษีอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิ การวางแผนภาษีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจึงช่วยให้ใช้สิทธิ SME ได้เต็มที่ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ วางแผนภาษี
งบการเงินและการตรวจสอบบัญชี
บริษัทจำกัดต้องจัดทำงบการเงินประจำปีและผ่านการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) จากนั้นนำส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันปิดบัญชี งบการเงินที่ไม่ส่งหรือส่งช้ามีค่าปรับตามกฎหมาย
ระบบบัญชีที่เจ้าของมือใหม่ควรวางตั้งแต่ต้น
ไม่ต้องรู้ทุกอย่างเรื่องบัญชีก็บริหารบริษัทได้ แต่ควรเข้าใจภาพรวมของระบบที่ต้องมี เพื่อให้ทำงานร่วมกับนักบัญชีได้อย่างราบรื่น
1. ระบบเอกสารและการจัดเก็บ
กำหนดโฟลเดอร์หรือกล่องเก็บเอกสารให้ชัดเจน แยกตามเดือน และแยกระหว่างเอกสารขาย (ด้านรายรับ) กับเอกสารซื้อ (ด้านรายจ่าย) ถ้าเป็นธุรกิจที่รับเงินออนไลน์เยอะ ควรมีวิธีดาวน์โหลดรายการยอดจากแพลตฟอร์มมาเก็บไว้ด้วย
2. บัญชีธนาคารและการ Reconcile
นักบัญชีจะขอ Statement บัญชีธนาคารทุกเดือน เพื่อกระทบยอดให้ตรงกับบัญชีที่บันทึกไว้ ดังนั้นควรดาวน์โหลด e-Statement หรือขอสมุดบัญชีจากธนาคารให้ครบทุกเดือนโดยไม่ขาด
3. โปรแกรมหรือวิธีออกเอกสารขาย
ถ้าบริษัทออกใบกำกับภาษีจำนวนมาก ควรพิจารณาโปรแกรมบัญชีหรือโปรแกรมออกเอกสารที่ช่วยบันทึกอัตโนมัติ เช่น FlowAccount, PEAK, หรือ Express ซึ่งช่วยลดงานป้อนข้อมูลและความผิดพลาดได้มาก
4. ช่องทางสื่อสารกับนักบัญชี
กำหนดรอบส่งเอกสารให้นักบัญชีให้ชัดเจน เช่น ส่งภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน เพื่อให้มีเวลาเพียงพอก่อนครบกำหนดยื่นภาษี ถ้าส่งช้าหรือไม่ครบ นักบัญชีก็ยื่นไม่ทันเช่นกัน
ถ้าคุณยังไม่มีนักบัญชีหรือสำนักงานบัญชีที่ดูแล ลองดูบริการ รับทำบัญชีรายเดือน ที่รวมทั้งการบันทึกบัญชีและการยื่นภาษีรายเดือนไว้ด้วยกัน
ความผิดพลาดที่เจ้าของมือใหม่มักทำ
จากประสบการณ์ทำงานกับ SME หลายร้อยราย มีข้อผิดพลาดที่พบซ้ำๆ ในช่วงเริ่มต้น ดังนี้
- ไม่แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวกับบัญชีบริษัท ทำให้กระทบยอดและคำนวณกำไรจริงไม่ได้
- เก็บเอกสารไม่ครบ โดยเฉพาะใบกำกับภาษีซื้อที่ขอหักเป็นค่าใช้จ่ายภาษีได้ แต่ถ้าหายก็ใช้สิทธิไม่ได้
- ไม่ออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้า หรือออกไม่ถูกรูปแบบ ทำให้ลูกค้าใช้ภาษีซื้อไม่ได้และอาจเสียลูกค้าในระยะยาว
- ลืมยื่น ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 เพราะคิดว่าไม่มีพนักงานก็ไม่ต้องยื่น ทั้งที่ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเกิดจากการจ่ายค่าบริการด้วย
- นำเงินออกจากบริษัทโดยไม่บันทึก เช่น โอนจากบัญชีบริษัทมาใช้ส่วนตัวโดยไม่ผ่านขั้นตอน ทำให้งบการเงินผิดเพี้ยน
- รอแก้ปัญหาปลายปี แทนที่จะจัดการทุกเดือน เมื่อสะสมนาน เอกสารหายมาก งานแก้ก็ยากและค่าใช้จ่ายสูง
หากต้องการประเมินว่าระบบบัญชีปัจจุบันมีความเสี่ยงตรงจุดไหน ลองใช้บริการ ประเมินความเสี่ยงภาษี ที่ทีม A Plus Me จัดเตรียมไว้
จ้างสำนักงานบัญชีดีกว่าทำเองสำหรับมือใหม่ไหม
คำตอบสั้นๆ คือ สำหรับเจ้าของธุรกิจที่ไม่มีพื้นฐานบัญชี การจ้างสำนักงานบัญชีมักคุ้มค่ากว่าทำเอง เพราะค่าปรับจากการยื่นภาษีผิดหรือช้าอาจสูงกว่าค่าบริการบัญชีที่จ่ายต่อเดือนมาก โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นที่ยังไม่รู้ระบบ
ข้อดีของการจ้างสำนักงานบัญชีตั้งแต่ต้น
- มีผู้เชี่ยวชาญดูแลการยื่นภาษีให้ตรงกำหนดทุกเดือน ลดความเสี่ยงค่าปรับ
- ได้รับคำแนะนำเรื่องเอกสารที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ไม่ต้องแก้ย้อนหลัง
- มีงบการเงินที่ถูกต้องเพื่อใช้ยื่นขอสินเชื่อหรือแสดงต่อคู่ค้า
- ประหยัดเวลาให้เจ้าของโฟกัสกับงานหลักของธุรกิจ
ดูรายละเอียดบริการและขอบเขตงานได้ที่ บริการทั้งหมด ของ A Plus Me
เช็กลิสต์การทำบัญชีบริษัทสำหรับมือใหม่
ใช้รายการนี้เป็นแนวทางในช่วง 3 เดือนแรกหลังจดทะเบียนบริษัท
- เปิดบัญชีธนาคารในนามบริษัทและแจ้งลูกค้าโอนเงินผ่านบัญชีนี้เท่านั้น
- กำหนดรูปแบบใบกำกับภาษีและทดสอบออกให้ถูกต้องก่อนส่งลูกค้าจริง
- ตั้งระบบเก็บเอกสารรายเดือน แยกขาย/ซื้อ
- ยืนยันกับนักบัญชีว่าบริษัทต้องยื่นแบบภาษีอะไรบ้างในแต่ละเดือน
- ตั้งปฏิทินเตือนวันส่งเอกสารและวันครบกำหนดยื่นภาษีทุกเดือน
- เช็กว่าบริษัทต้องจด VAT หรือยังไม่ต้องจด (เกณฑ์รายรับรวมเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี)
- เตรียมสมุดบัญชีหรือโปรแกรมที่จะใช้บันทึกรายการซื้อขาย
- หาผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) เพื่อรับรองงบการเงินประจำปี
บทสรุปและก้าวต่อไป
การทำบัญชีบริษัทไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เดือนแรก สิ่งสำคัญที่สุดคือแยกบัญชีให้ชัด เก็บเอกสารให้ครบ และยื่นภาษีให้ตรงเวลา ที่เหลือเป็นเรื่องของการทำงานร่วมกับนักบัญชีที่ดี
ถ้าคุณกำลังเริ่มต้นธุรกิจใหม่หรือเพิ่งจดทะเบียนบริษัทและยังไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ทีม A Plus Me พร้อมช่วยวางระบบบัญชีและดูแลงานภาษีรายเดือนให้คุณแบบครบวงจร ตั้งแต่เดือนแรกจนถึงการปิดงบประจำปี ติดต่อ A Plus Me เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้เลย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ทำบัญชีบริษัทเริ่มต้นอย่างไร คู่มือฉบับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนต้องยื่นภาษีอะไรบ้างในเดือนแรก?
ขึ้นอยู่กับว่ามีรายการเกิดขึ้นในเดือนนั้นไหม ถ้ามีการจ่ายเงินเดือนพนักงาน ต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ถ้ามีการจ่ายค่าบริการหรือค่าเช่าให้บุคคลธรรมดา ต้องยื่น ภ.ง.ด.3 และถ้าจด VAT แล้วมียอดขาย ต้องยื่น ภ.พ.30 ทั้งหมดนี้ต้องยื่นภายในวันที่ 7-15 ของเดือนถัดไป
บริษัทที่ยังไม่มีรายรับต้องทำบัญชีและยื่นภาษีไหม?
ต้องยื่น ถึงแม้ไม่มีรายได้ก็ยังต้องยื่นแบบภาษีที่เกี่ยวข้องและต้องจัดทำงบการเงินประจำปีเพื่อนำส่ง DBD ภายในกำหนด งบเปล่าหรืองบที่ไม่มีรายการก็ยังต้องส่ง ไม่ส่งมีค่าปรับ
บริษัท SME ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าไหร่?
บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราขั้นบันได คือกำไร 300,000 บาทแรกยกเว้น กำไรส่วนที่เกินถึง 3 ล้านบาทเสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 20%
ทำบัญชีเองได้ไหม หรือต้องจ้างสำนักงานบัญชี?
ทำเองได้ถ้ามีความรู้บัญชีและภาษีพอ แต่บริษัทจำกัดต้องมีผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) ตรวจและรับรองงบการเงินประจำปีอยู่ดี เจ้าของที่ไม่มีพื้นฐานบัญชีมักพบว่าจ้างสำนักงานบัญชีคุ้มค่ากว่า เพราะลดความเสี่ยงค่าปรับจากการยื่นผิดหรือช้า
เอกสารทางบัญชีต้องเก็บนานแค่ไหน?
กฎหมายบัญชีกำหนดให้เก็บเอกสารทางบัญชีไม่น้อยกว่า 5 ปี นับจากวันปิดบัญชี แต่เพื่อความปลอดภัยหากถูกสรรพากรตรวจสอบย้อนหลัง แนะนำให้เก็บไว้ 10 ปี
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายคืออะไร บริษัทมือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง?
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คือการที่ผู้จ่ายเงินหักภาษีออกจากยอดที่จ่ายก่อน แล้วนำส่งสรรพากรแทนผู้รับ เช่น จ้างฟรีแลนซ์ 10,000 บาท หักภาษี 3% = 300 บาท โอนให้ 9,700 บาท แล้วนำส่งสรรพากร 300 บาทผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 บริษัทมือใหม่ควรรู้อัตราการหักสำหรับค่าจ้างแต่ละประเภทเพื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง