โรงงานและธุรกิจผลิตสินค้าเป็นกลุ่มที่บัญชีซับซ้อนกว่าธุรกิจซื้อมาขายไปหลายเท่า เพราะต้องติดตามต้นทุนตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าสำเร็จรูปในคลัง ถ้าระบบบัญชีไม่แน่น ตัวเลขกำไรที่เห็นอาจไม่ตรงกับเงินที่จับต้องได้จริง

ทำไมบัญชีโรงงานถึงต่างจากธุรกิจซื้อมาขายไป

ธุรกิจซื้อมาขายไปบันทึกบัญชีค่อนข้างตรงไปตรงมา คือซื้อสินค้าเข้าคลัง — ขายออกไป — คำนวณกำไร แต่ธุรกิจโรงงานและผลิตสินค้ามีขั้นตอนกลางที่เรียกว่ากระบวนการผลิต ซึ่งทำให้ต้นทุนถูกสะสมในหลายชั้น ก่อนจะกลายเป็นสินค้าที่พร้อมขาย

สิ่งที่ทำให้ซับซ้อนขึ้น ได้แก่

  • วัตถุดิบ (Raw Materials) — สิ่งที่ซื้อเข้ามาแต่ยังไม่ได้ผลิต
  • งานระหว่างทำ / WIP (Work in Process) — วัตถุดิบที่อยู่ในสายการผลิตแต่ยังไม่เสร็จ
  • สินค้าสำเร็จรูป (Finished Goods) — ผลิตเสร็จแล้ว รอขาย

นักบัญชีต้องติดตามยอดคงเหลือของสต๊อกทั้ง 3 ชั้นนี้ให้ถูกต้องทุกสิ้นรอบ เพราะตัวเลขในงบกำไรขาดทุนขึ้นอยู่กับต้นทุนที่ "โอนออก" จากชั้นหนึ่งไปยังอีกชั้นหนึ่งโดยตรง

ส่วนประกอบของต้นทุนการผลิต — 3 กลุ่มหลักที่ต้องแยกให้ชัด

มาตรฐานการบัญชีและกรมสรรพากรยอมรับต้นทุนการผลิต 3 กลุ่มหลัก ดังนี้

1. วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials)

คือวัตถุดิบที่ใช้โดยตรงในการผลิตสินค้า และสามารถระบุได้ชัดว่าใช้กับสินค้าชิ้นใด เช่น เหล็กแผ่นในโรงงานประกอบชิ้นส่วน หรือผ้าในโรงงานเสื้อผ้า

2. ค่าแรงงานทางตรง (Direct Labor)

คือเงินเดือนและค่าจ้างของพนักงานที่ทำงานในสายการผลิตโดยตรง ไม่รวมเงินเดือนฝ่ายธุรการหรือฝ่ายขาย ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายในงวด (Period Cost) ไม่ใช่ต้นทุนสินค้า

3. ค่าใช้จ่ายการผลิต / โสหุ้ยโรงงาน (Manufacturing Overhead)

คือต้นทุนทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแต่ระบุตรงไปยังสินค้าแต่ละชิ้นไม่ได้ เช่น ค่าไฟฟ้าโรงงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ค่าซ่อมบำรุง และเงินเดือนหัวหน้าสายการผลิต

ประเภทต้นทุน ตัวอย่าง บันทึกไว้ที่ใด
วัตถุดิบทางตรง เหล็ก ผ้า พลาสติก บรรจุภัณฑ์หลัก สต๊อกวัตถุดิบ → WIP → สินค้าสำเร็จรูป
ค่าแรงทางตรง เงินเดือนพนักงานไลน์ผลิต WIP → สินค้าสำเร็จรูป
โสหุ้ยโรงงาน ค่าไฟโรงงาน ค่าเสื่อมเครื่องจักร WIP → สินค้าสำเร็จรูป (ปันส่วน)
ค่าใช้จ่ายสำนักงาน/ขาย เงินเดือนธุรการ ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายงวด (ไม่ผ่านสต๊อก)

การคำนวณต้นทุนสินค้าที่ผลิต (Cost of Goods Manufactured)

สูตรพื้นฐานที่ใช้ในรายงานบัญชีโรงงานคือ

ต้นทุนสินค้าที่ผลิตเสร็จ = WIP ต้นงวด + ต้นทุนการผลิตในงวด − WIP ปลายงวด

จากนั้นจึงคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย (Cost of Goods Sold / COGS) ต่อ

COGS = สินค้าสำเร็จรูปต้นงวด + ต้นทุนสินค้าที่ผลิตเสร็จ − สินค้าสำเร็จรูปปลายงวด

ตัวเลข COGS นี้จะนำไปหักจากรายได้เพื่อคำนวณกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ดังนั้นถ้า WIP หรือสต๊อกสำเร็จรูปนับผิด กำไรที่รายงานก็จะผิดตามไปด้วย

ระบบสต๊อกวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูป — วิธีที่ใช้ได้จริงสำหรับ SME

โรงงาน SME มักเลือกใช้ระบบสต๊อกแบบใดแบบหนึ่งระหว่างสองแนวทางนี้

Perpetual Inventory (อัพเดตต่อเนื่อง)

บันทึกการรับ-จ่ายวัตถุดิบและสินค้าทุกครั้งที่มีรายการ ทำให้รู้ยอดคงเหลือได้ทันที เหมาะกับโรงงานที่ใช้โปรแกรม ERP หรือโปรแกรมบัญชีที่มีโมดูลสต๊อก

Periodic Inventory (อัพเดตเป็นงวด)

นับสต๊อกจริงที่สิ้นงวด แล้วคำนวณ COGS ย้อนกลับ เหมาะกับโรงงานขนาดเล็กที่รายการไม่ซับซ้อน แต่ต้องนับสต๊อกให้แม่นทุกครั้ง มิฉะนั้นตัวเลขจะผิดพลาดสะสม

ในด้านวิธีตีราคาต้นทุนสินค้า กรมสรรพากรยอมรับการใช้ FIFO (First In First Out) หรือ Weighted Average (ต้นทุนเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก) โดยต้องใช้วิธีเดียวกันสม่ำเสมอทุกงวด หากต้องการเปลี่ยนต้องแจ้งในหมายเหตุงบการเงิน ดูเพิ่มเติมได้ที่บทความ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี เพื่อเตรียมหลักฐานสนับสนุนให้ครบ

ภาษีที่โรงงาน SME ต้องดูแลเป็นพิเศษ

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

โรงงานที่มีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องจดทะเบียน VAT และยื่นภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 หากยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing) ภาษีซื้อจากการซื้อวัตถุดิบสามารถนำมาหักภาษีขายได้ แต่ต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ถูกต้องเท่านั้น

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

เมื่อโรงงานจ่ายค่าจ้างผู้รับเหมาช่วง ค่าขนส่ง ค่าเช่าสถานที่หรือเครื่องจักร จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์) โดยอัตราหักขึ้นอยู่กับประเภทรายจ่าย เช่น ค่าเช่าหัก 5% ค่าจ้างทำของหัก 3% และค่าขนส่งหัก 1% เป็นต้น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วางแผนภาษี

ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)

บริษัทที่เป็น SME และมีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2567-2568 — ควรให้ผู้ตรวจสอบบัญชียืนยันอัตราล่าสุด)

  • กำไรสุทธิ 0–300,000 บาท: ยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001–3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

โรงงาน SME ที่ทำบัญชีต้นทุนแม่น จะสามารถแสดงกำไรได้ถูกต้อง และวางแผนภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูแนวทางเพิ่มเติมที่ วางแผนภาษี

จุดที่โรงงาน SME มักทำผิดพลาด

  • นับสต๊อกไม่ครบหรือไม่นับเลย — ทำให้ COGS ผิดและกำไรบิดเบือน
  • ไม่แยกค่าใช้จ่ายโรงงานออกจากค่าใช้จ่ายสำนักงาน — ทำให้ต้นทุนสินค้าถูกบันทึกต่ำเกินจริง
  • บันทึกค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรเป็นค่าใช้จ่ายงวด แทนที่จะรวมเป็นโสหุ้ยโรงงานและปันส่วนเข้าต้นทุนสินค้า
  • ซื้อวัตถุดิบแต่ไม่มีใบกำกับภาษี — เสียสิทธิ์ขอภาษีซื้อคืน และอาจถูกสรรพากรบวกกลับรายจ่าย
  • จ่ายค่าจ้างเหมาผลิตแล้วลืมหักภาษี ณ ที่จ่าย — เสี่ยงถูกปรับและเงินเพิ่ม
  • ไม่ตัดสต๊อกสินค้าเสียหายหรือล้าสมัยออกจากบัญชี — ทำให้สินทรัพย์ในงบดุลสูงเกินจริง

เช็กลิสต์เตรียมปิดงบสำหรับโรงงาน SME

  • นับสต๊อกจริง ณ วันสิ้นรอบบัญชี ทั้งวัตถุดิบ WIP และสินค้าสำเร็จรูป
  • รวบรวมใบกำกับซื้อวัตถุดิบและใบเสร็จค่าโสหุ้ยโรงงานให้ครบทุกรายการ
  • คำนวณปันส่วนโสหุ้ยโรงงานเข้าต้นทุนสินค้าตามวิธีที่ใช้สม่ำเสมอ
  • ตรวจทาน ภ.ง.ด.1 และ ภ.ง.ด.3/53 ว่านำส่งครบทุกเดือน
  • ตรวจยอด ภ.พ.30 ว่าภาษีซื้อ-ขายสอดคล้องกับบัญชี
  • ตรวจสอบค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรว่าคำนวณถูกต้องและสอดคล้องกับอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด
  • ตัดสต๊อกสินค้าเสื่อมสภาพหรือขาดทุนออกจากบัญชีพร้อมเอกสารหลักฐาน
  • ส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชีก่อนกำหนดยื่นงบ ภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

ทำบัญชีต้นทุนการผลิตให้แม่น ต้องใช้ระบบและผู้เชี่ยวชาญร่วมกัน

โรงงาน SME ที่ทำบัญชีต้นทุนการผลิตได้ถูกต้องจะมีข้อได้เปรียบสำคัญ คือสามารถรู้ต้นทุนต่อหน่วยที่แท้จริง ตั้งราคาได้มั่นใจ วางแผนการผลิตได้แม่น และยื่นภาษีได้โดยไม่เสี่ยงถูกประเมินย้อนหลัง

ระบบที่ดีเริ่มจากการออกแบบผังบัญชีที่แยกหมวดต้นทุนการผลิตออกจากค่าใช้จ่ายสำนักงานตั้งแต่แรก และใช้โปรแกรมที่รองรับโมดูลสต๊อก หากโรงงานยังบันทึกด้วย Excel หรือมือ ความเสี่ยงที่ตัวเลขผิดพลาดจะสะสมสูงมากโดยเฉพาะเมื่อปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้น

ทีม A Plus Me ให้บริการรับทำบัญชีรายเดือนสำหรับธุรกิจโรงงานโดยเฉพาะ พร้อมวางแผนภาษีและประเมินความเสี่ยงภาษี เพื่อให้เจ้าของโรงงานมั่นใจว่าตัวเลขที่อยู่ในมือสะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขเพื่อยื่นกรมสรรพากร ติดต่อ A Plus Me เพื่อประเมินระบบบัญชีโรงงานของคุณได้เลย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ทำบัญชีธุรกิจโรงงานและผลิตสินค้า จัดการต้นทุนการผลิตและภาษี ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ธุรกิจโรงงาน SME ต้องมีสต๊อก 3 ชั้นคืออะไรบ้าง

ประกอบด้วย (1) วัตถุดิบ (Raw Materials) คือสิ่งที่ซื้อเข้ามาแต่ยังไม่ผลิต (2) งานระหว่างทำ หรือ WIP คือวัตถุดิบที่อยู่ในกระบวนการผลิตแต่ยังไม่เสร็จ และ (3) สินค้าสำเร็จรูป ที่พร้อมขายแล้ว การนับสต๊อกทั้ง 3 ชั้นนี้ให้ถูกต้องทุกสิ้นรอบบัญชีเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะกระทบต้นทุนขายและกำไรโดยตรง

โสหุ้ยโรงงาน (Manufacturing Overhead) คืออะไร และปันส่วนเข้าต้นทุนอย่างไร

โสหุ้ยโรงงานคือต้นทุนการผลิตทางอ้อมที่ระบุตรงไปยังสินค้าแต่ละชิ้นไม่ได้ เช่น ค่าไฟโรงงาน ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร และค่าซ่อมบำรุง โดยทั่วไปจะปันส่วนโดยใช้ฐาน เช่น ชั่วโมงแรงงานหรือชั่วโมงเครื่องจักร แล้วโอนเข้า WIP และสินค้าสำเร็จรูปตามลำดับ

โรงงาน SME ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือนไหม

หากโรงงานจดทะเบียน VAT (รายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือจดสมัครใจ) ต้องยื่น ภ.พ.30 ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป หรือวันที่ 23 หากยื่นออนไลน์ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร

วัตถุดิบที่ซื้อมาแต่ไม่มีใบกำกับภาษี ลงบัญชีได้ไหม

ลงบัญชีได้ในแง่บัญชี แต่จะสูญเสียสิทธิ์นำภาษีซื้อไปหักภาษีขายใน ภ.พ.30 และมีความเสี่ยงสรรพากรบวกกลับรายจ่ายนั้นตอนตรวจสอบ แนะนำให้ขอใบกำกับภาษีเต็มรูปจากผู้ขายทุกครั้ง

บริษัทโรงงาน SME เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราเท่าไหร่

หากทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้อัตราขั้นบันได คือกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกยกเว้น, ส่วนที่เกิน 300,000 ถึง 3,000,000 บาท เสีย 15% และส่วนที่เกินจาก 3,000,000 บาท เสีย 20% (อัตราปี 2567-2568 ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง)

สินค้าสำเร็จรูปที่เสื่อมสภาพหรือขายไม่ออกต้องทำอย่างไรทางบัญชี

ต้องตัดลดมูลค่าสต๊อก (Write-Down) หรือตัดจำหน่าย (Write-Off) พร้อมบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงวดนั้น โดยต้องมีเอกสารหลักฐานประกอบ เช่น รายงานการตรวจนับ รูปถ่าย หรือใบอนุมัติทำลาย เพื่อให้กรมสรรพากรยอมรับรายจ่ายนี้