ธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีนมีเสน่ห์ตรงต้นทุนต่อหน่วยที่แข่งขันได้ แต่หลายเจ้าของกิจการพบว่าตัวเลขในบัญชีกับเงินที่จ่ายจริงไม่ตรงกัน เพราะยังไม่ได้รวมอากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ด่านศุลกากร และค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์เข้าในต้นทุนสินค้าอย่างถูกต้อง
ทำไมบัญชีธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีนถึงต่างจากธุรกิจซื้อขายทั่วไป
ธุรกิจที่ซื้อสินค้าในประเทศไทยนั้นง่ายกว่ามาก เพราะราคาซื้อที่ระบุในใบกำกับภาษีคือต้นทุนที่ลงบัญชีได้เลย แต่เมื่อสั่งสินค้าจากจีน ราคาในใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) เป็นแค่จุดเริ่มต้น ยังต้องบวกค่าขนส่งระหว่างประเทศ ค่าประกันภัย อากรขาเข้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ด่านศุลกากร ค่าตรวจสอบ และค่าใช้จ่ายปลายทางอีกหลายรายการก่อนที่สินค้าจะถึงโกดังคุณ
นักบัญชีเรียกต้นทุนรวมนี้ว่า ต้นทุนนำเข้า (Landed Cost) และกฎบัญชีกำหนดให้บันทึกต้นทุนสินค้าตาม Landed Cost ไม่ใช่แค่ราคา FOB หรือราคาที่จ่ายให้โรงงานจีน หากบันทึกผิดตั้งแต่ต้น ต้นทุนสินค้าจะต่ำเกินจริง กำไรจะสูงเกินจริง และภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณได้จะคลาดเคลื่อนไปตามกัน
โครงสร้างต้นทุนนำเข้าจากจีน: บวกอะไรเข้าราคาสินค้าบ้าง
ให้คิดภาพว่าสินค้า 1 ล็อตมี "ต้นทุนหน้าโกดัง" ที่ประกอบด้วยค่าใช้จ่ายหลายทอด ดังนี้
| รายการ | คำอธิบาย | บันทึกเป็น |
|---|---|---|
| ราคาสินค้า (FOB/EXW) | ราคาที่ตกลงกับโรงงานจีน | ต้นทุนสินค้า |
| ค่าขนส่งระหว่างประเทศ | ค่าเรือ/ค่าอากาศ จากจีนถึงท่าเรือ/สนามบินไทย | ต้นทุนสินค้า |
| ค่าประกันภัยสินค้า | ประกันระหว่างขนส่ง (CIF) | ต้นทุนสินค้า |
| อากรขาเข้า (Import Duty) | คำนวณจากราคา CIF x อัตราอากรตาม HS Code | ต้นทุนสินค้า |
| VAT ณ ด่านศุลกากร | 7% ของ (ราคา CIF + อากรขาเข้า) | ภาษีซื้อ (หักได้ถ้าจด VAT) |
| ค่า Shipping Agent/โบรกเกอร์ศุลกากร | ค่าดำเนินพิธีการศุลกากร | ต้นทุนสินค้า หรือค่าใช้จ่าย |
| ค่าขนส่งในประเทศ | จากด่านถึงโกดัง | ต้นทุนสินค้า หรือค่าใช้จ่าย |
หมายเหตุ: VAT ณ ด่านศุลกากรนั้น หากกิจการจด VAT แล้ว สามารถนำไปเป็นภาษีซื้อหักลบกับภาษีขายในเดือนที่รับสินค้าเข้ามาได้ ไม่ต้องบันทึกเป็นต้นทุนสินค้า แต่ถ้ากิจการยังไม่ได้จด VAT ให้บวก VAT นี้เข้าไปในต้นทุนสินค้าทั้งหมด
เอกสารศุลกากรที่นักบัญชีต้องการ
งานบัญชีนำเข้าจะสะดุดทันทีถ้าขาดเอกสารชุดนี้ เพราะไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่ายอดที่บันทึกมาจากไหน และไม่สามารถกระทบยอดกับรายจ่ายจริงในบัญชีธนาคารได้
- Commercial Invoice — ใบกำกับสินค้าจากผู้ขายจีน ระบุรายการสินค้า ราคา ปริมาณ เงื่อนไขการส่งมอบ
- Packing List — รายการบรรจุภัณฑ์ น้ำหนัก และขนาด
- Bill of Lading (B/L) หรือ Air Waybill (AWB) — ใบตราส่งสินค้าทางเรือหรือทางอากาศ
- ใบขนสินค้าขาเข้า (Import Entry) — เอกสารศุลกากรที่ยื่นผ่านระบบ NSW/e-Customs พิสูจน์การชำระอากร
- ใบเสร็จรับเงินค่าอากรขาเข้าและ VAT — หลักฐานการจ่ายเงินที่ด่านศุลกากร
- ใบเสร็จค่าโบรกเกอร์ศุลกากร/ชิปปิ้ง — ใบกำกับภาษีจากบริษัทที่ดำเนินพิธีการ
- Certificate of Origin (C/O) — หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า ใช้ขอลดอากรตาม FTA เช่น ASEAN-China FTA
เอกสารทั้งหมดนี้ควรสแกนและส่งให้ทีมบัญชีพร้อมกันทีเดียว ไม่ใช่ส่งทีละใบเพราะทำให้กระทบยอดยาก ดูวิธีจัดเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี
ภาษีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีน
1. อากรขาเข้า (Import Duty)
คำนวณจาก ราคา CIF (Cost + Insurance + Freight) คูณด้วยอัตราอากรที่กำหนดตาม พิกัดอัตราศุลกากร (HS Code) ซึ่งแต่ละประเภทสินค้ามีอัตราต่างกัน ตั้งแต่ 0% สำหรับสินค้าบางประเภทที่ทำข้อตกลง FTA จนถึง 30% หรือมากกว่านั้นสำหรับสินค้าบางประเภท เช่น เสื้อผ้า สิ่งทอ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางชนิด
กิจการที่นำเข้าสินค้าจากจีนโดยมี C/O Form E (ภายใต้ ASEAN-China FTA) อาจได้รับลดหย่อนอากรขาเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ จึงควรตรวจสอบสิทธิ์นี้กับโบรกเกอร์ศุลกากรก่อนทุกครั้ง
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ด่านศุลกากร (Import VAT)
คำนวณจาก (ราคา CIF + อากรขาเข้า) x 7% — เรียกว่า Import VAT หรือ VAT ขาเข้า ต้องชำระที่ด่านก่อนถึงสินค้าจะปล่อยออกมาได้ ถ้ากิจการจด VAT แล้ว ให้นำใบเสร็จ VAT ขาเข้านี้ไปใส่ใน รายงานภาษีซื้อ และยื่น ภ.พ.30 เพื่อขอเครดิตคืนได้
3. ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (กรณีจ่ายค่าบริการโบรกเกอร์)
เมื่อจ่ายค่าบริการให้กับบริษัทโบรกเกอร์ศุลกากร ถ้าเป็นนิติบุคคลจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% (ค่าบริการ/รับจ้าง) แล้วนำส่งกรมสรรพากรด้วยแบบ ภ.ง.ด.53 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing)
4. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) กับต้นทุนนำเข้า
ต้นทุนนำเข้าที่บันทึกถูกต้องจะช่วยให้กำไรสุทธิสะท้อนความเป็นจริง ซึ่งส่งผลต่อ CIT ที่ต้องชำระ SME ที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได คือยกเว้นกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับกำไร 300,001-3,000,000 บาท และ 20% สำหรับส่วนที่เกินกว่านั้น — หมายความว่ายิ่งต้นทุนนำเข้าถูกบันทึกครบถ้วน กำไรยิ่งสะท้อนจริงและประหยัดภาษีได้ถูกต้องตามกฎหมาย หากต้องการวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับขนาดธุรกิจ ควรหารือกับที่ปรึกษาบัญชีตั้งแต่ต้นปี
การบันทึกบัญชีเมื่อรับสินค้านำเข้าจากจีน
ตัวอย่างการบันทึกบัญชี
สมมติว่าบริษัท ABC นำเข้าสินค้าจากจีน 1 ล็อต ดังนี้
- ราคาสินค้า FOB: 200,000 บาท
- ค่าขนส่งและประกันภัย (Freight + Insurance): 20,000 บาท
- ราคา CIF รวม: 220,000 บาท
- อากรขาเข้า (สมมติอัตรา 10%): 22,000 บาท
- VAT ณ ด่าน 7%: (220,000 + 22,000) x 7% = 16,940 บาท
- ค่าโบรกเกอร์ศุลกากร: 5,000 บาท (ก่อนหักภาษี 3%)
สินค้าคงเหลือ (ต้นทุน Landed Cost) = 200,000 + 20,000 + 22,000 + 5,000 = 247,000 บาท
ภาษีซื้อ (กรณีจด VAT) = 16,940 บาท (บันทึกแยกต่างหาก ไม่รวมในต้นทุนสินค้า)
หากกิจการยังไม่จด VAT ต้นทุนสินค้าจะเท่ากับ 247,000 + 16,940 = 263,940 บาท แทน
ควรนำเอกสารชุดนี้ส่งให้ทีมบัญชีทันทีที่ได้รับสินค้า เพราะบัญชีต้องบันทึกรับสินค้าตรงกับวันที่ความเสี่ยงและผลตอบแทนโอนมาแล้ว ไม่ใช่วันที่จ่ายเงิน — ดูเพิ่มเติมเรื่องระบบการส่งเอกสารได้ที่ รับทำบัญชีรายเดือน
ความผิดพลาดที่พบบ่อยในธุรกิจนำเข้าจากจีน
หลายธุรกิจนำเข้าเจอปัญหาเหล่านี้โดยไม่รู้ตัวจนกว่าจะถูกสรรพากรเรียกตรวจ
- บันทึกสินค้าแค่ราคา FOB โดยไม่รวมอากรและค่าขนส่ง ทำให้ต้นทุนต่ำ กำไรสูงเกินจริง
- ไม่แยก VAT ณ ด่านออกจากต้นทุน แม้จด VAT แล้ว ทำให้นำ VAT ซ้ำไปคิดต้นทุนด้วย และยื่น ภ.พ.30 ขาด
- Commercial Invoice ราคาต่ำกว่าความเป็นจริง (Under-invoice) เพื่อลดอากร ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ศุลกากร มีโทษทั้งปรับและจำคุก และสรรพากรยังมีสิทธิ์ประเมินภาษีเงินได้ย้อนหลังได้ด้วย
- ไม่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าโบรกเกอร์ ทำให้ถูกเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ไม่ได้นำส่ง
- ไม่ติดตาม C/O Form E จนไม่ได้ใช้สิทธิ์ลดอากรภายใต้ FTA ทำให้จ่ายอากรแพงกว่าที่ควร
- เก็บเอกสารไม่ครบ โดยเฉพาะใบขนสินค้าขาเข้า ซึ่งต้องเก็บไว้อย่างน้อย 5 ปี ตามกฎหมายบัญชีและศุลกากร
หากไม่มั่นใจว่าระบบบัญชีนำเข้าของกิจการถูกต้องหรือไม่ ลองใช้เครื่องมือ ประเมินความเสี่ยงภาษี เพื่อดูจุดเสี่ยงก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาใหญ่
การบันทึกบัญชีเมื่อจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์จีน
เมื่อกิจการโอนเงินไปยังซัพพลายเออร์จีน ให้เก็บหลักฐานการโอนเงิน (Swift Confirmation) และอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ในวันโอน เพราะบัญชีต้องบันทึกเป็นสกุลเงินบาทและรับรู้กำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (Foreign Exchange Gain/Loss) หากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันรับสินค้ากับวันจ่ายเงินต่างกัน
ตัวอย่าง: สั่งสินค้าราคา 10,000 USD ตอนสั่งซื้ออัตราแลกเปลี่ยน 35 บาท/USD บันทึกเจ้าหนี้ 350,000 บาท แต่จ่ายเงินจริงอัตรา 36 บาท/USD จะมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 10,000 บาท ซึ่งต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยกต่างหาก ไม่ใช่บวกเข้าต้นทุนสินค้า
แนวทางวางระบบบัญชีนำเข้าให้ SME ทำตามได้จริง
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มนำเข้าหรือต้องการปรับปรุงระบบ แนะนำขั้นตอนต่อไปนี้
- เปิดแฟ้มแยกต่อล็อตการนำเข้า (ตามเลข B/L หรือเลข Invoice) รวมทุกเอกสารไว้ในที่เดียวก่อนส่งบัญชี
- ทำ Landed Cost Sheet ทุกล็อต สรุปต้นทุนรวมต่อหน่วยสินค้า เพื่อตั้งราคาขายได้แม่นยำ
- กำหนดรอบส่งเอกสาร เช่น ทุกสิ้นเดือนหรือทันทีที่สินค้าผ่านพิธีศุลกากร อย่าปล่อยสะสม
- ตรวจสอบ HS Code ให้ถูกต้อง เพราะส่งผลต่ออัตราอากรและ VAT ณ ด่าน ผิด HS Code อาจโดนปรับย้อนหลัง
- พิจารณาจด VAT หากปริมาณนำเข้าสูง เพราะได้ VAT ขาเข้าคืนทุกเดือน ช่วยลดภาระเงินสด
- บันทึกอัตราแลกเปลี่ยนทุกรายการ ใช้อัตราอ้างอิงของธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่เกิดรายการ
หากต้องการเริ่มต้นจดทะเบียนบริษัทสำหรับธุรกิจนำเข้าหรือต้องการจัดระบบบัญชีให้รองรับการนำเข้าโดยเฉพาะ ทีม A Plus Me ยินดีช่วยออกแบบระบบและดูแลบัญชีรายเดือน ให้คุณมีเวลาโฟกัสกับการหาสินค้าและดูแลลูกค้าได้เต็มที่ ติดต่อ A Plus Me เพื่อหารือเรื่องบัญชีธุรกิจนำเข้าได้เลย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ทำบัญชีธุรกิจนำเข้าสินค้าจากจีน ต้นทุนนำเข้า ภาษี และเอกสารศุลกากร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
อากรขาเข้าสินค้าจากจีนคำนวณอย่างไร
คำนวณจากราคา CIF (ราคาสินค้า + ค่าขนส่ง + ค่าประกัน) คูณด้วยอัตราอากรตาม HS Code ของสินค้านั้น ซึ่งแต่ละประเภทสินค้ามีอัตราต่างกัน ตั้งแต่ 0% ถึง 30% ขึ้นไป กิจการที่มีหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า (C/O Form E) อาจได้รับอัตราพิเศษภายใต้ ASEAN-China FTA
VAT ณ ด่านศุลกากรสามารถนำมาขอคืนได้ไหม
ได้ หากกิจการจดทะเบียน VAT แล้ว VAT ที่ชำระ ณ ด่านศุลกากร (Import VAT) สามารถนำมาเป็นภาษีซื้อในรายงานภาษีซื้อและยื่น ภ.พ.30 เพื่อหักลบกับภาษีขายหรือขอคืนได้ แต่ถ้ากิจการยังไม่ได้จด VAT ให้บวก VAT ดังกล่าวเข้าเป็นต้นทุนสินค้า
เอกสารอะไรบ้างที่ต้องส่งให้นักบัญชีหลังนำเข้าสินค้าจากจีน
ต้องส่ง Commercial Invoice, Packing List, Bill of Lading หรือ Air Waybill, ใบขนสินค้าขาเข้า, ใบเสร็จรับเงินค่าอากรและ VAT จากศุลกากร, ใบกำกับภาษีจากโบรกเกอร์ศุลกากร และหลักฐานการโอนเงินพร้อมอัตราแลกเปลี่ยน
ถ้าซัพพลายเออร์จีนทำ Invoice ราคาต่ำ (Under-invoice) มีความเสี่ยงอะไรบ้าง
มีความเสี่ยงทั้งทางศุลกากรและภาษี กรมศุลกากรสามารถประเมินราคาใหม่และเรียกเก็บอากรเพิ่มพร้อมค่าปรับ นอกจากนี้กรมสรรพากรอาจประเมินภาษีเงินได้ย้อนหลังได้ถึง 5 ปี และถือเป็นความผิดทางอาญาตาม พ.ร.บ. ศุลกากร
ต้นทุน Landed Cost ต่างจากราคา FOB อย่างไร และต้องบันทึกอย่างไหน
ราคา FOB คือราคาสินค้าณท่าเรือปากทาง ยังไม่รวมค่าขนส่งระหว่างประเทศ ประกันภัย และอากรขาเข้า ส่วน Landed Cost คือต้นทุนรวมที่สินค้าถึงโกดังกิจการ มาตรฐานบัญชีกำหนดให้บันทึกสินค้าคงเหลือด้วย Landed Cost เพื่อให้ต้นทุนสะท้อนความเป็นจริง
การโอนเงินไปจีนในสกุล USD ต้องบันทึกบัญชีอย่างไร
ให้บันทึกด้วยอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ ถ้าอัตราแลกเปลี่ยนวันจ่ายเงินต่างจากวันรับรู้รายการ ต้องบันทึกกำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนแยกต่างหาก ไม่นำมาบวกหรือลบต้นทุนสินค้า