คลินิกความงามเป็นธุรกิจที่เติบโตเร็ว แต่ก็เป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีโครงสร้างบัญชีและภาษีซับซ้อนที่สุด เพราะรายได้ไม่ได้มีแค่ "ค่ารักษา" อย่างเดียว แต่ยังมีค่าขายสินค้า คอร์สล่วงหน้า และบริการเสริมที่แต่ละรายการมีภาระภาษีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทำไมบัญชีคลินิกความงามถึงซับซ้อนกว่าธุรกิจทั่วไป

หลายคนเปิดคลินิกความงามโดยคิดว่าการทำบัญชีคงไม่ต่างจากร้านค้าทั่วไป แต่ความเป็นจริงคือคลินิกความงามมีโครงสร้างรายได้ที่ "ผสมกัน" ในลักษณะพิเศษ ได้แก่ รายได้จากการรักษาพยาบาลโดยแพทย์ที่อาจได้รับการยกเว้น VAT, รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ความงามที่ต้องเสีย VAT 7%, และรายได้จากคอร์สล่วงหน้าที่ต้องบันทึกเป็นหนี้สินก่อน

นอกจากนี้ ต้นทุนของคลินิกก็ซับซ้อนไม่แพ้กัน ทั้งยาและวัสดุทางการแพทย์ ค่าตอบแทนแพทย์ผู้รักษา ค่าอุปกรณ์เลเซอร์และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ต้องตัดค่าเสื่อม ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านการตลาดออนไลน์ เจ้าของคลินิกที่ไม่วางระบบบัญชีให้ดีตั้งแต่ต้นจึงเสี่ยงทั้งถูกประเมินภาษีย้อนหลังและสูญเสียกำไรที่แท้จริงของกิจการ

จัดหมวดรายได้คลินิกความงามให้ถูกต้อง

รายได้ของคลินิกความงามแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ซึ่งแต่ละกลุ่มมีวิธีบันทึกบัญชีและภาระภาษีต่างกัน:

1. รายได้จากการให้บริการทางการแพทย์

หัตถการที่ดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีใบประกอบวิชาชีพ เช่น ฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษา การตรวจผิวหนัง ศัลยกรรมแก้ไขรอยแผลเป็น หรือการรักษาสิวฮอร์โมน จัดเป็น บริการรักษาพยาบาลที่ได้รับการยกเว้น VAT ตามมาตรา 81(1)(จ) แห่งประมวลรัษฎากร แต่ยังคงเป็นรายได้ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

2. รายได้จากการขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ความงาม

ครีม เซรั่ม อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่ขายให้ลูกค้านำกลับไปใช้เองที่บ้านจัดเป็น การขายสินค้า ต้องเสีย VAT 7% เมื่อยอดขายสินค้าส่วนนี้รวมกับรายได้จากบริการที่ต้องเสีย VAT เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT และออกใบกำกับภาษีให้ลูกค้าทุกครั้ง

3. รายได้จากคอร์สล่วงหน้า

การขายคอร์สทรีทเมนต์ล่วงหน้า เช่น คอร์สเลเซอร์ 10 ครั้ง หรือแพ็กเกจดูแลผิว 6 เดือน เงินที่รับมาก่อนยังไม่ถือเป็น "รายได้" ในทางบัญชี แต่ต้องบันทึกเป็น "รายได้รับล่วงหน้า" (Deferred Revenue) ในหมวดหนี้สินก่อน แล้วค่อยโอนมาเป็นรายได้เมื่อให้บริการจริงในแต่ละครั้ง ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเจ้าของนำเงินรับคอร์สทั้งก้อนมาบันทึกเป็นรายได้ทันที ซึ่งทำให้กำไรบัญชีสูงเกินจริงและเสียภาษีเกินไป

4. รายได้จากบริการเสริมที่ไม่เกี่ยวกับการรักษา

บริการสปาเพื่อการผ่อนคลาย ทรีทเมนต์นวดหน้า หรือบริการอื่นที่ไม่มีแพทย์เป็นผู้ดำเนินการโดยตรง ถือเป็น บริการทั่วไปที่ต้องเสีย VAT 7% เช่นเดียวกับการขายสินค้า

ตารางสรุปรายได้คลินิกความงามและภาระ VAT

ประเภทรายได้ VAT หัก ณ ที่จ่าย (กรณีลูกค้าเป็นนิติบุคคล) บันทึกบัญชีเมื่อ
ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ (ฉีดฟิลเลอร์/โบท็อกซ์เพื่อรักษา) ยกเว้น VAT 3% (ประเภทบริการ) วันที่ให้บริการ
ขายครีม/ผลิตภัณฑ์ความงาม 7% ไม่มี (การขายสินค้า) วันที่ส่งสินค้า/ชำระเงิน
คอร์สทรีทเมนต์ล่วงหน้า ตามประเภทบริการในคอร์ส ตามประเภทบริการ วันที่ให้บริการจริงแต่ละครั้ง
บริการสปา/นวดหน้าเพื่อผ่อนคลาย 7% 3% (กรณีลูกค้าบริษัท) วันที่ให้บริการ

ต้นทุนคลินิกความงามที่ต้องบันทึกให้ถูกต้อง

การบันทึกต้นทุนที่ผิดพลาดหรือขาดเอกสารประกอบเป็นสาเหตุอันดับต้นที่ทำให้คลินิกถูกสรรพากรปฏิเสธรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ต้นทุนหลักที่ต้องให้ความสำคัญมีดังนี้:

ต้นทุนยาและวัสดุทางการแพทย์

โบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ กรดไฮยาลูโรนิก น้ำเกลือ และวัสดุใช้แล้วทิ้งต่างๆ ต้องมี ใบส่งของและใบกำกับภาษีจากผู้ขาย เก็บครบทุกใบ หากซื้อจากตัวแทนที่ไม่จด VAT ต้องใช้ใบเสร็จรับเงินที่มีชื่อที่อยู่ผู้ขายครบถ้วนแทน และควรทำระบบสต็อกยาเพื่อควบคุมต้นทุนและพิสูจน์การใช้จ่ายกับสรรพากร

ค่าตอบแทนแพทย์และพนักงาน

หากแพทย์ผู้รักษาเป็น พนักงานประจำ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.1) และนำส่งภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นออนไลน์) แต่หากแพทย์เป็น ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างรายครั้ง ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% และออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้ทุกครั้ง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี

ค่าเสื่อมราคาเครื่องมือและอุปกรณ์

เครื่องเลเซอร์, HIFU, เครื่อง RF และอุปกรณ์ทางการแพทย์ราคาสูงต้องไม่บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในคราวเดียว แต่ต้องบันทึกเป็น สินทรัพย์ถาวร และทยอยตัดเป็นค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลาที่กรมสรรพากรกำหนด โดยทั่วไปเครื่องมือการแพทย์ใช้อายุงาน 5 ปี (ตัดค่าเสื่อมปีละ 20%) การซื้อเครื่องมือใหม่มูลค่าตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปและมีอายุการใช้งานเกิน 1 ปี ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์เสมอ

ค่าใช้จ่ายการตลาดและโฆษณา

งบ Facebook Ads, Instagram, TikTok Ads ที่จ่ายโดยตรงให้แพลตฟอร์มต่างประเทศ รายจ่ายเหล่านี้ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มในนาม "ผู้นำเข้าบริการ" ผ่านแบบ ภ.พ.36 ด้วย (อัตรา 7% บนค่าโฆษณา) ซึ่งหลายคลินิกมักลืมทำในส่วนนี้

เช็กลิสต์เอกสารที่สำนักงานบัญชีต้องการทุกเดือน

  • รายงานยอดขายจากระบบ POS หรือโปรแกรมจัดการคลินิก แยกตามประเภทบริการและสินค้า
  • ใบกำกับภาษีซื้อ (ยา วัสดุการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ความงามที่จำหน่าย)
  • สลิปเงินเดือน/ค่าจ้างแพทย์ พยาบาล และพนักงานทุกคน
  • ใบเสร็จค่าเช่าสำนักงาน/คลินิก พร้อมสัญญาเช่า
  • ใบแจ้งหนี้ค่าโฆษณาออนไลน์ (Meta, Google, TikTok) และหลักฐานการชำระ
  • รายการเคลื่อนไหวบัญชีธนาคารของกิจการ (Bank Statement) ทุกบัญชี
  • รายการยอดคอร์สที่ลูกค้าซื้อและคอร์สที่ใช้บริการไปในเดือนนั้น
  • ใบส่งของสินค้าคงเหลือ (หากมีการนับสต็อกรายเดือน)

หากต้องการดูรายการเอกสารฉบับเต็มที่สำนักงานบัญชีต้องการ ดูได้ที่ เอกสารที่ต้องส่งสำนักงานบัญชี

ภาษีที่เจ้าของคลินิกต้องยื่นตลอดปี

เจ้าของคลินิกที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดมีภาระภาษีที่ต้องยื่นครบทั้งรายเดือนและรายปี ดังนี้:

ภาษีรายเดือน

  • ภ.ง.ด.1 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเงินเดือนพนักงาน ยื่นภายในวันที่ 7 (หรือ 15 กรณียื่นออนไลน์) ของเดือนถัดไป
  • ภ.ง.ด.3 / ภ.ง.ด.53 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค่าจ้างแพทย์ฟรีแลนซ์ ค่าเช่า ค่าบริการวิชาชีพ ยื่นพร้อมกันในวันเดียวกับ ภ.ง.ด.1
  • ภ.พ.30 — รายงาน VAT รายเดือน (ถ้าจด VAT) ยื่นภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือ 23 กรณียื่นออนไลน์)
  • ภ.พ.36 — VAT จากการซื้อบริการจากต่างประเทศ เช่น ค่าโฆษณา Meta/Google ยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

ภาษีรายปี

  • ภ.ง.ด.51 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งปี ยื่นภายใน 2 เดือนนับจากวันสิ้นสุดรอบบัญชีครึ่งปี (สำหรับรอบบัญชีสิ้นปี 31 ธ.ค. ยื่นภายในวันที่ 31 สิงหาคม)
  • ภ.ง.ด.50 — ภาษีเงินได้นิติบุคคลประจำปี ยื่นภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี (สำหรับรอบ 31 ธ.ค. ยื่นภายในวันที่ 30 พฤษภาคม)
  • งบการเงินประจำปี — ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใน 5 เดือนนับจากวันสิ้นรอบบัญชี

โครงสร้างภาษีเงินได้นิติบุคคล SME สำหรับคลินิกความงาม

คลินิกความงามที่จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดและมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิ์อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล แบบขั้นบันได SME ดังนี้:

  • กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาทแรก: ได้รับยกเว้นภาษี
  • กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: อัตรา 15%
  • กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: อัตรา 20%

เปรียบเทียบกับเจ้าของคลินิกที่ประกอบการในนามบุคคลธรรมดา ซึ่งรายได้จากวิชาชีพอิสระ (มาตรา 40(6)) อาจถูกเก็บภาษีสูงสุดถึง 35% หากมีรายได้สูง การวางแผนโครงสร้างภาษีอย่างถูกต้องจึงช่วยลดภาระได้อย่างมีนัยสำคัญ สามารถปรึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมได้ที่หน้า วางแผนภาษี

จุดเสี่ยงสำคัญที่สรรพากรมักตรวจคลินิกความงาม

จากประสบการณ์ของทีม A Plus Me ในการดูแลคลินิกความงาม ประเด็นที่ถูกสอบถามและตรวจสอบบ่อยที่สุดมี 4 เรื่องหลัก:

  • รายได้จากการขายครีมและสินค้าถูกรวมเป็นรายได้บริการทางการแพทย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการจด VAT ซึ่งสรรพากรมีวิธีตรวจสอบจากสต็อกสินค้าและใบสั่งซื้อของคลินิก
  • เงินรับคอร์สล่วงหน้าถูกบันทึกเป็นรายได้ทั้งหมดในปีที่รับเงิน ทำให้กำไรสูงผิดปกติในบางปีและต่ำผิดปกติในปีถัดไป
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของถูกนำมาลงบัญชีในนามบริษัท เช่น ค่าตกแต่งบ้าน ค่าเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็น "รายจ่ายต้องห้าม" ทางภาษี
  • ไม่มีระบบสต็อกยาและวัสดุทางการแพทย์ ทำให้ไม่สามารถพิสูจน์ต้นทุนการให้บริการได้ สรรพากรจะประเมินกำไรจากวิธีอื่นแทน

หากต้องการตรวจสอบว่าคลินิกของคุณมีความเสี่ยงด้านใดบ้าง ลองใช้บริการ ประเมินความเสี่ยงภาษี ฟรีได้เลย

ควรจด VAT หรือไม่ สำหรับคลินิกความงาม

ข้อบังคับตามกฎหมาย: หากรายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT (การขายสินค้าความงาม + บริการสปา + บริการอื่นที่ไม่ใช่การรักษาพยาบาล) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วันนับจากวันที่เกินเกณฑ์

อย่างไรก็ตาม คลินิกที่มีรายรับจากการรักษาพยาบาลเป็นส่วนใหญ่ (เกิน 80% ของรายได้รวม) และมีส่วนที่ต้องเสีย VAT ไม่มาก อาจเลือก ไม่จด VAT เพื่อลดภาระงานเอกสารและการออกใบกำกับภาษีรายเดือน แต่ต้องระวังไม่ให้รายได้ส่วนที่ต้องเสีย VAT เกินเกณฑ์โดยไม่รู้ตัว

การวางแผนในประเด็นนี้ควรทำร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ สอบถามทีมงานได้ที่ ติดต่อ A Plus Me หรือดูบทความ VAT สำหรับ SME เพื่อทำความเข้าใจเบื้องต้น

เริ่มต้นวางระบบบัญชีคลินิกความงามอย่างไรให้ถูกทาง

ทีม A Plus Me ดูแลคลินิกความงามทั้งขนาดเล็กและขนาดกลางอย่างครบวงจร ตั้งแต่การจดทะเบียนบริษัท วางระบบบัญชีรายเดือน วางแผนภาษี ไปจนถึงการจัดทำงบการเงินประจำปี หากคุณกำลังเปิดคลินิกใหม่หรือต้องการปรับโครงสร้างบัญชีให้ถูกต้อง ดูรายละเอียดบริการได้ที่ รับทำบัญชีรายเดือน หรือ บริการทั้งหมด ของเรา ทีมงานพร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ทำบัญชีคลินิกความงาม รายได้ ต้นทุน และภาษีที่เจ้าของต้องรู้ ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คลินิกความงามต้องจด VAT ไหม

คลินิกที่มีรายได้จากส่วนที่ต้องเสีย VAT (เช่น ขายครีม บริการสปา) เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียน VAT ภายใน 30 วัน ส่วนรายได้จากการรักษาพยาบาลโดยแพทย์ได้รับการยกเว้น VAT ตามกฎหมาย

ค่าจ้างแพทย์ฟรีแลนซ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไหร่

หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ใบ 50 ทวิ) ให้แพทย์ พร้อมนำส่งกรมสรรพากรผ่านแบบ ภ.ง.ด.3 ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

คอร์สทรีทเมนต์ที่ขายล่วงหน้าต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

เงินที่รับมาก่อนการให้บริการต้องบันทึกเป็น 'รายได้รับล่วงหน้า' ในหมวดหนี้สินก่อน แล้วโอนมาเป็นรายได้เมื่อให้บริการจริงในแต่ละครั้ง ไม่ควรรับรู้รายได้ทั้งก้อนในวันที่รับเงิน

เครื่องเลเซอร์ราคา 2 ล้านบาทต้องบันทึกบัญชีอย่างไร

ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรและตัดค่าเสื่อมราคาตามอายุการใช้งาน โดยทั่วไปเครื่องมือการแพทย์ใช้อายุงาน 5 ปี ตัดค่าเสื่อมปีละ 20% (400,000 บาทต่อปี) ห้ามบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีเดียว

คลินิกความงามที่เป็นบริษัท SME เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตราเท่าไหร่

คลินิกที่มีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทและรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อปี ได้รับอัตราพิเศษ: กำไร 300,000 บาทแรกยกเว้นภาษี กำไรส่วน 300,001–3,000,000 บาท เสีย 15% และกำไรส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท เสีย 20%

ค่าโฆษณา Facebook และ TikTok ที่คลินิกจ่ายต้องทำอะไรเพิ่ม

ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในนามผู้นำเข้าบริการจากต่างประเทศผ่านแบบ ภ.พ.36 อัตรา 7% บนค่าโฆษณา ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดจากเดือนที่ชำระค่าโฆษณา