ค่าใช้จ่ายที่บันทึกในบัญชีอย่างถูกต้องไม่ได้แปลว่าสรรพากรจะยอมรับให้หักได้เสมอไป เพราะมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดรายการ "ค่าใช้จ่ายต้องห้าม" ซึ่งต้องถูกบวกกลับเข้ากำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

ค่าใช้จ่ายต้องห้ามคืออะไร และเหตุใดจึงสำคัญต่อ SME

เมื่อบริษัทคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) จะใช้ กำไรสุทธิทางภาษี เป็นฐาน ซึ่งไม่เท่ากับกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุนเสมอไป เพราะมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดรายการค่าใช้จ่ายที่บันทึกได้ตามมาตรฐานบัญชี แต่ ห้ามนำมาหักในการคำนวณภาษี รายการเหล่านี้เรียกว่า "ค่าใช้จ่ายต้องห้าม" หรือ "รายจ่ายต้องห้าม" และต้องถูก บวกกลับ (Add Back) เข้ากำไรสุทธิก่อนนำไปคูณด้วยอัตราภาษี

สำหรับ SME ที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากกิจการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลจะอยู่ที่ 0% สำหรับกำไรสุทธิ 300,000 บาทแรก, 15% สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 300,000 บาทถึง 3 ล้านบาท และ 20% สำหรับกำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท (ข้อมูล ณ ปี 2569) ดังนั้นยิ่งมีรายการถูกบวกกลับมากเท่าไหร่ ภาระภาษีที่แท้จริงก็จะสูงขึ้นและอาจส่งผลให้เสียภาษีเพิ่มพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบค่าใช้จ่ายในบัญชีของท่านก่อนยื่นภาษี สามารถปรึกษาได้ผ่านบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่ครอบคลุมการปรับปรุงรายการบวกกลับทุกรอบบัญชี

รายการที่ 1–4: ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่ารับรองที่เกินเกณฑ์

1. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (Personal Expenses)

รายจ่ายที่มีลักษณะเป็น ประโยชน์ส่วนตัวของเจ้าของหรือกรรมการ โดยไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ค่าท่องเที่ยวครอบครัว ค่าซื้อของใช้ส่วนตัว ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (3) แม้จะออกใบเสร็จในนามบริษัทก็ตาม

วิธีป้องกัน: แยกบัญชีธนาคารส่วนตัวออกจากบัญชีบริษัทอย่างชัดเจน และทุกการเบิกจ่ายต้องมีเอกสารประกอบที่ระบุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม

2. ค่ารับรองที่เกินเกณฑ์ (Entertainment Expenses Over Limit)

ค่ารับรองและค่าบริการหักได้ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 แต่มีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติครบทุกข้อ ได้แก่

  • จำนวนรวมต้องไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวม หรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี แล้วแต่จำนวนใดจะสูงกว่า
  • ยอดสูงสุดที่หักได้ไม่เกิน 10 ล้านบาท ต่อรอบบัญชี
  • ของขวัญที่มอบให้ต้องมีมูลค่าไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง
  • ผู้รับต้องไม่ใช่พนักงานของบริษัท (เว้นแต่มีส่วนร่วมในการรับรองโดยตรง)
  • ต้องเป็นรายจ่ายตามธรรมเนียมทางธุรกิจและก่อให้เกิดประโยชน์แก่กิจการโดยตรง

วิธีป้องกัน: ทำใบสั่งจ่ายลงนามโดยกรรมการหรือผู้จัดการ ระบุชื่อผู้รับการรับรอง วัตถุประสงค์ และวันที่ เก็บใบเสร็จจากสถานที่รับรองไว้ทุกครั้ง และสรุปยอดค่ารับรองสะสมเทียบเกณฑ์ 0.3% ทุกไตรมาส

3. เงินบริจาคที่เกินเพดาน (Excess Charitable Donations)

เงินบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะ (ตามที่กำหนด) หักได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ ก่อนหักรายจ่ายเพื่อการกุศล ส่วนที่เกินจาก 2% ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม นอกจากนี้เงินบริจาคเพื่อการศึกษาหรือการกีฬาก็มีเพดานในทำนองเดียวกัน (ควรตรวจสอบเงื่อนไขเฉพาะกับสรรพากรก่อนบันทึก)

วิธีป้องกัน: ตรวจสอบว่าองค์กรที่รับบริจาคอยู่ในรายชื่อที่กรมสรรพากรรับรอง และคำนวณเพดาน 2% จากกำไรสุทธิก่อนยื่นแบบ

4. ค่าสมาชิกและค่าสโมสรที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ

ค่าสมาชิกสนามกอล์ฟ ค่าสมาชิกฟิตเนส หรือค่าสมาชิกสโมสรส่วนตัวที่ไม่สามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงกับธุรกิจได้ โดยทั่วไปถือเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัวตามมาตรา 65 ตรี (3) และอาจถูกบวกกลับหากตรวจสอบพบ

วิธีป้องกัน: หากใช้เพื่อรับรองลูกค้า ต้องบันทึกเป็นค่ารับรองและปฏิบัติตามเงื่อนไขข้างต้น ไม่ใช่บันทึกเป็นค่าสมาชิกทั่วไป

รายการที่ 5–8: ค่าใช้จ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้หรือไม่มีเอกสาร

5. รายจ่ายที่ไม่ทราบผู้รับ (Unidentifiable Payee)

ตามมาตรา 65 ตรี (18) รายจ่ายที่ผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทั้งจำนวน ตัวอย่างที่พบบ่อยในทางปฏิบัติ เช่น ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่ไม่มีใบเสร็จ หรือการจ่ายเงินสดโดยไม่มีเอกสารยืนยันผู้รับ

วิธีป้องกัน: ทุกการจ่ายเงินต้องมีใบเสร็จรับเงินหรือหลักฐานการรับเงินที่ระบุชื่อผู้รับและจำนวนเงินอย่างชัดเจน หากผู้รับไม่มีหน้าที่ออกใบเสร็จตามกฎหมาย ให้จัดทำใบรับเงินหรือใบสำคัญจ่ายที่ผู้รับลงนาม

6. ค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการหารายได้ (Non-Business Expenses)

มาตรา 65 ตรี (13) กำหนดว่ารายจ่ายที่ไม่ใช่เพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้าม เช่น ค่าซ่อมรถยนต์ส่วนตัวที่นำมาเบิกในนามบริษัท หรือค่าจ้างบุคลากรที่ทำงานส่วนตัวให้เจ้าของ

วิธีป้องกัน: ทุกรายจ่ายต้องมี เอกสารประกอบที่ระบุความเชื่อมโยงกับกิจการ เช่น ชื่อโครงการ ลูกค้า หรือแผนกที่เกี่ยวข้อง

7. ค่าเสื่อมราคาที่คำนวณเกินอัตราที่กำหนด

ในทางบัญชีอาจใช้วิธีคำนวณค่าเสื่อมราคาได้หลายวิธี แต่ในทางภาษีตามพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามมาตรา 65 ทวิ กำหนดอัตราค่าเสื่อมราคาสูงสุดไว้สำหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท ส่วนที่เกินจากอัตราภาษีถูกบวกกลับ (ควรปรึกษานักบัญชีเพื่อตรวจสอบอัตราที่ถูกต้องสำหรับสินทรัพย์แต่ละประเภท)

วิธีป้องกัน: จัดทำตารางสินทรัพย์ถาวรแยกระหว่างอัตราบัญชีและอัตราภาษี และทำรายการปรับปรุงในแบบ ภ.ง.ด.50 ในส่วนของการปรับปรุงกำไรสุทธิ

8. เงินสำรองที่ไม่ได้รับอนุญาต (Reserves)

การตั้งสำรองต่างๆ เช่น สำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด สำรองเพื่อการซ่อมแซมในอนาคต หรือสำรองทั่วไปที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (1) (ยกเว้นสำรองที่กฎหมายกำหนด เช่น เงินสำรองกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พ.ศ. 2530 และสำรองตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจธนาคารพาณิชย์)

วิธีป้องกัน: ตรวจสอบกับนักบัญชีว่าการตั้งสำรองแต่ละรายการมีกฎหมายรองรับหรือไม่ก่อนบันทึกเป็นค่าใช้จ่าย

รายการที่ 9–12: ค่าใช้จ่ายที่พบบ่อยในองค์กร SME

9. เงินเดือนกรรมการที่สูงเกินสมควร (Excessive Director Remuneration)

ตามมาตรา 65 ตรี (8) เงินเดือน โบนัส หรือผลตอบแทนอื่นของกรรมการหรือผู้ถือหุ้นที่ สูงเกินสมควรเมื่อเทียบกับตำแหน่งและงานที่ทำจริง ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามในส่วนที่เกิน สรรพากรจะพิจารณาเปรียบเทียบกับบริษัทอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกัน

วิธีป้องกัน: กำหนดเงินเดือนกรรมการโดยมีเอกสารประกอบ เช่น มติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ลักษณะงาน และเปรียบเทียบกับอัตราตลาด หากต้องการนำกำไรออกควรพิจารณาเส้นทางที่เหมาะสมกับแผนภาษีโดยรวม

10. รายจ่ายลงทุนที่บันทึกเป็นค่าใช้จ่าย (Capex Booked as Opex)

มาตรา 65 ตรี (5) ห้ามนำรายจ่ายที่มีลักษณะเป็นการลงทุน หรือรายจ่ายในการต่อเติม ดัดแปลง ขยาย หรือทำให้ทรัพย์สินดีขึ้นกว่าเดิม มาหักเป็นค่าใช้จ่ายในปีที่จ่าย ต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และหักค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กำหนด ข้อยกเว้นคือรายจ่ายในการซ่อมแซมรักษาสภาพเดิม ซึ่งหักได้ทันที

วิธีป้องกัน: ก่อนจ่ายเงินซ่อมหรือปรับปรุงสินทรัพย์ ให้นักบัญชีวิเคราะห์ว่าเป็น "ซ่อมบำรุง" หรือ "ปรับปรุงให้ดีขึ้น" เพราะมีผลต่างอย่างมีนัยสำคัญต่อภาษีในปีนั้น

11. ค่าปรับ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มทางภาษี (Fines and Tax Penalties)

รายจ่ายที่เป็นค่าปรับตามกฎหมาย เบี้ยปรับ หรือเงินเพิ่มตามกฎหมายภาษีอากรใดๆ รวมถึงค่าปรับจากหน่วยงานราชการ ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามทั้งจำนวนตามมาตรา 65 ตรี ซึ่งเป็นหลักการที่ชัดเจนและไม่มีข้อยกเว้น

วิธีป้องกัน: บันทึกค่าปรับและเงินเพิ่มในบัญชีแยกต่างหาก ไม่รวมกับค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เพื่อให้ง่ายต่อการปรับปรุงในแบบ ภ.ง.ด.50 และไม่ต้องค้นหาย้อนหลัง

12. ดอกเบี้ยจ่ายจากทุนของกิจการเอง (Interest on Own Capital)

มาตรา 65 ตรี (11) ห้ามนำดอกเบี้ยที่คำนวณจากเงินทุนของกิจการหรือเงินสำรองของกิจการเองมาหักเป็นรายจ่าย แม้จะมีการคำนวณหรือบันทึกในบัญชีก็ตาม รายจ่ายดอกเบี้ยที่หักได้ต้องเป็นดอกเบี้ยจ่ายจริงให้แก่บุคคลภายนอก เช่น ธนาคาร หรือเจ้าหนี้

วิธีป้องกัน: อย่าบันทึก "ดอกเบี้ยทางบัญชี" จากการใช้เงินทุนตัวเองเป็นค่าใช้จ่าย และตรวจสอบว่าดอกเบี้ยกู้ยืมจากกรรมการหรือผู้ถือหุ้นมีเอกสารสัญญากู้ยืมที่ชัดเจน

วิธีจัดเอกสารและระบบป้องกันเชิงรุกสำหรับ SME

การป้องกันรายการถูกบวกกลับไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่เป็นเรื่องของ ระบบการควบคุมภายใน ที่ SME ควรสร้างตั้งแต่ต้น

  • แยกบัญชีให้ชัด: ธุรกรรมส่วนตัวและธุรกิจต้องไม่ปะปนกัน ใช้บัตรเครดิตและบัญชีธนาคารแยกกันอย่างเด็ดขาด
  • เก็บเอกสารครบชุด: ใบเสร็จ/ใบกำกับภาษี ใบสั่งซื้อ (PO) ใบส่งของ และใบสำคัญจ่าย ต้องครบชุดสำหรับทุกรายการ
  • ระบุวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ: ทุกค่าใช้จ่ายควรมีบันทึกสั้นๆ ระบุว่า "จ่ายเพื่ออะไร เกี่ยวข้องกับลูกค้า/โครงการไหน" โดยเฉพาะค่ารับรอง ค่าเดินทาง และค่าของขวัญ
  • ทำ Tax Reconciliation ทุกรอบบัญชี: ปรับกำไรทางบัญชีมาเป็นกำไรทางภาษีโดยระบุรายการบวกกลับแต่ละรายการอย่างชัดเจนในรายการประกอบแบบ ภ.ง.ด.50
  • ตรวจสอบค่ารับรองสะสม: สรุปยอดค่ารับรองทุกไตรมาสและเปรียบเทียบกับเกณฑ์ 0.3% ของรายได้ ไม่รอตรวจสอบตอนสิ้นปี
  • ฝึกอบรมทีมบัญชี: พนักงานบัญชีต้องทราบว่ารายการใดเข้าข่ายค่าใช้จ่ายต้องห้าม และส่งเสริมให้ถามก่อนบันทึกมากกว่าแก้ไขหลังถูกตรวจ

หากธุรกิจของท่านยังไม่มีระบบตรวจสอบรายการบวกกลับที่ชัดเจน บริการวางแผนภาษีและที่ปรึกษาภาษีสามารถช่วยวิเคราะห์โครงสร้างค่าใช้จ่ายและลดความเสี่ยงก่อนถูกตรวจสอบได้

ผลกระทบจากการถูกบวกกลับและบทเรียนสำคัญ

เมื่อสรรพากรตรวจพบค่าใช้จ่ายต้องห้ามในการตรวจสอบภาษี ผลที่ตามมาไม่ใช่แค่การคำนวณภาษีใหม่ แต่ยังมี เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ที่คำนวณจากภาษีที่ขาด ซึ่งอาจทำให้ยอดรวมที่ต้องชำระสูงกว่าภาษีที่ขาดอย่างมาก และที่สำคัญคือค่าปรับและเงินเพิ่มเหล่านี้เองก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามในปีที่จ่าย ทำให้ผลกระทบทบซ้ำในรอบถัดไปด้วย

บทเรียนสำคัญสำหรับ SME คือการลงทุนกับระบบบัญชีและที่ปรึกษาภาษีที่ดีตั้งแต่ต้น มีต้นทุนน้อยกว่าการแก้ปัญหาหลังถูกสรรพากรประเมินภาษีเพิ่มอย่างมาก ยิ่งธุรกิจขยายตัวมากเท่าไหร่ ความซับซ้อนของรายการค่าใช้จ่ายก็ยิ่งมากขึ้น การมีสำนักงานบัญชีที่เชี่ยวชาญดูแลจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง ค่าใช้จ่ายต้องห้ามที่มักถูกบวกกลับ: 12 รายการที่สรรพากรไม่ยอมรับและวิธีปรับปรุงเอกสาร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ค่ารับรองหักภาษีได้เท่าไหร่ มีเพดานสูงสุดไหม

ค่ารับรองหักได้ไม่เกิน 0.3% ของรายได้รวมหรือทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว (แล้วแต่ยอดใดจะสูงกว่า) และสูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อรอบบัญชี ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 143 ที่ออกตามมาตรา 65 ตรี (4) นอกจากนี้ของขวัญที่มอบให้ต้องไม่เกิน 2,000 บาทต่อคนต่อครั้ง และต้องมีเอกสารประกอบครบถ้วน ส่วนที่เกินเกณฑ์ดังกล่าวถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามต้องบวกกลับ

ค่าปรับและเงินเพิ่มที่บริษัทจ่ายให้สรรพากรหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ไหม

ไม่ได้ ค่าปรับ เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มตามกฎหมายภาษีอากรทุกประเภทถือเป็นค่าใช้จ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี และต้องถูกบวกกลับเข้ากำไรสุทธิทั้งจำนวน ไม่มีข้อยกเว้น นอกจากนี้ค่าปรับทางราชการอื่นๆ ก็อยู่ในหลักการเดียวกัน ดังนั้นควรบันทึกรายการเหล่านี้ในบัญชีแยกต่างหากเพื่อให้ปรับปรุงในแบบ ภ.ง.ด.50 ได้ง่าย

เงินเดือนที่จ่ายให้กรรมการบริษัทหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมดไหม

หักได้ในส่วนที่ถือว่าสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับลักษณะงานและอัตราตลาด ส่วนที่สรรพากรพิจารณาว่า 'สูงเกินสมควร' ตามมาตรา 65 ตรี (8) จะถูกบวกกลับ ในทางปฏิบัติควรมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติเงินเดือนกรรมการ และเก็บหลักฐานที่แสดงว่ากรรมการทำงานจริงในตำแหน่งนั้น หากต้องการวางแผนการจ่ายผลตอบแทนกรรมการให้เหมาะสมทั้งด้านบัญชีและภาษี ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีเพื่อวางโครงสร้างที่ถูกต้อง