ถ้าภาษีซื้อในเดือนนั้นสูงกว่าภาษีขาย คุณมีสิทธิ์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มคืนจากกรมสรรพากรได้ แต่ขั้นตอน เอกสาร และจุดที่ต้องระวังมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด
ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มได้เมื่อไหร่
ในแต่ละเดือนที่ยื่น ภ.พ.30 กิจการจะคำนวณ ภาษีขาย (VAT ที่เรียกเก็บจากลูกค้า) หักด้วย ภาษีซื้อ (VAT ที่จ่ายให้ซัพพลายเออร์) หากผลต่างเป็นบวก คือกิจการต้องนำส่งภาษีให้สรรพากร แต่ถ้าผลต่างเป็นลบ หมายความว่าภาษีซื้อสูงกว่าภาษีขาย กิจการมีสิทธิ์เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
- ยกยอดเครดิตภาษีซื้อส่วนเกินไปใช้หักในเดือนถัดไป (ไม่ต้องทำเรื่องพิเศษ)
- ขอคืนเงินสดจากกรมสรรพากร โดยยื่นคำร้องขอคืนพร้อมแบบ ภ.พ.30
กิจการส่วนใหญ่ที่มียอดภาษีซื้อเกินเดือนเดียวมักเลือกยกยอด เพราะสะดวกกว่า แต่ถ้ายอดสะสมสูง หรือธุรกิจส่งออก (ภาษีขายอัตรา 0%) ที่ไม่มีภาษีขายเลย การขอคืนเป็นเงินสดจะคุ้มกว่า
ใครมีสิทธิ์ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ผู้ประกอบการที่มีสิทธิ์ขอคืน VAT ต้องเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร และมีภาษีซื้อที่นำมาหักได้ตามกฎหมาย (ไม่ใช่ภาษีซื้อต้องห้าม) สูงกว่าภาษีขายในรอบเดือนภาษีนั้น กลุ่มที่มักขอคืนประจำคือ
- ธุรกิจส่งออกสินค้าหรือบริการ เพราะขายในอัตรา 0% แต่ยังมีภาษีซื้อจากต้นทุนในประเทศ
- ธุรกิจที่ลงทุนสูงในช่วงเปิดตัว เช่น ซื้อเครื่องจักร อุปกรณ์ หรือตกแต่งสำนักงาน ทำให้ภาษีซื้อพุ่งขึ้นชั่วคราว
- ธุรกิจที่มีรอบการขายยาวกว่ารอบการซื้อ เช่น รับเหมาก่อสร้างที่ซื้อวัสดุก่อนแต่ออกใบแจ้งหนี้หลังงานเสร็จ
ภาษีซื้อแบบไหนที่นำมาขอคืนได้
ไม่ใช่ภาษีซื้อทุกบาทที่จะนำมาขอคืนได้ กฎหมายกำหนด ภาษีซื้อต้องห้าม ที่ใช้หักหรือขอคืนไม่ได้ เช่น ภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งหรือรถโดยสาร (ไม่เกิน 10 ที่นั่ง) ค่าความบันเทิง และใบกำกับภาษีที่ข้อมูลไม่ครบหรือไม่ถูกต้อง ภาษีซื้อที่นำมาขอคืนได้ต้องมีคุณสมบัติดังนี้
- ออกจากใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่ถูกต้องตามกฎหมาย ระบุชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของกิจการครบถ้วน
- เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจการที่ต้องเสีย VAT ไม่ใช่กิจการที่ได้รับยกเว้น
- ไม่อยู่ในรายการภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร
- ยื่นภาษีซื้อไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่ในใบกำกับภาษี (ถ้าเกินจะนำมาใช้หักไม่ได้)
เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับการขอคืน VAT
การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องการเอกสารประกอบที่ครบถ้วนเพื่อให้สรรพากรตรวจสอบได้ เตรียมไว้ให้พร้อมก่อนยื่นเพื่อไม่ให้การพิจารณาล่าช้า
- แบบ ภ.พ.30 ของเดือนภาษีที่มียอดภาษีซื้อเกิน (ยื่นพร้อมกันได้เลย ไม่ต้องรอ)
- คำร้องขอคืนภาษี (ค.10) กรอกข้อมูลธนาคารที่ต้องการรับเงินโอนให้ครบถ้วน
- รายงานภาษีซื้อ ของรอบเดือนที่ขอคืน แสดงรายการใบกำกับภาษีซื้อแต่ละใบ
- รายงานภาษีขาย ของรอบเดือนเดียวกัน
- สำเนาใบกำกับภาษีซื้อ ที่เกี่ยวข้อง (กรณีสรรพากรขอเพิ่มเติม)
- สำเนาใบขนสินค้าขาออก (กรณีธุรกิจส่งออก) หรือเอกสารแสดงว่าขายในอัตรา 0%
- สำเนาหนังสือรับรองบริษัท และบัตรประชาชนกรรมการผู้มีอำนาจ
- Statement ธนาคาร บัญชีบริษัทที่ต้องการรับเงินคืน (สรรพากรมักขอตรวจสอบ)
ขั้นตอนการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม
ขั้นตอนไม่ได้ซับซ้อนถ้าเอกสารพร้อม แต่ต้องทำให้ถูกลำดับตั้งแต่ต้น
- ยื่น ภ.พ.30 พร้อมเลือก "ขอคืน" ในช่องที่ถามว่าต้องการยกยอดหรือขอคืน ทั้งนี้ทำผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากรได้ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 23 หากยื่นออนไลน์)
- ยื่นคำร้อง ค.10 ผ่านระบบออนไลน์หรือยื่นที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ที่กิจการตั้งอยู่ พร้อมแนบเอกสารประกอบ
- รอการตรวจสอบ สรรพากรจะส่งหนังสือแจ้งผลการพิจารณาหรือนัดหมายให้ไปชี้แจง โดยทั่วไปการขอคืนในระบบปกติใช้เวลาได้นานถึง 30-90 วัน (ขึ้นอยู่กับปริมาณเอกสารและการตรวจสอบ)
- ชี้แจงเพิ่มเติม หากสรรพากรมีข้อสงสัยจะส่งหนังสือขอเอกสาร ตอบให้ครบและทันเวลาเพื่อไม่ให้คำขอถูกระงับ
- รับเงินโอนเข้าบัญชี เมื่ออนุมัติแล้ว สรรพากรจะโอนเงินคืนเข้าบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้ใน ค.10
ระยะเวลาที่สรรพากรใช้พิจารณาและเงินดอกเบี้ย
กฎหมายกำหนดให้กรมสรรพากรต้องคืนภาษีภายใน 30 วัน นับจากวันรับคำร้อง สำหรับผู้ประกอบการที่ผ่านหลักเกณฑ์ของ "กลุ่มดีพิเศษ" หรือผู้ส่งออกที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด แต่สำหรับกรณีทั่วไปอาจใช้เวลานานกว่านั้นระหว่างการตรวจสอบ
หากสรรพากรคืนล่าช้ากว่ากำหนด กิจการมีสิทธิ์ได้รับดอกเบี้ยชดเชยในอัตรา 1% ต่อเดือน หรือเศษของเดือน นับจากวันที่ครบกำหนดคืนจนถึงวันที่โอนเงิน อย่างไรก็ดี ถ้าสรรพากรขอเอกสารเพิ่มแล้วไม่ได้รับภายในกำหนด สิทธิ์ดอกเบี้ยนี้อาจถูกระงับ
| หัวข้อ | ยกยอดเครดิตเดือนถัดไป | ขอคืนเป็นเงินสด |
|---|---|---|
| ความยุ่งยาก | ต่ำ ไม่ต้องยื่นเพิ่ม | สูง ต้องเตรียมเอกสารและรอตรวจ |
| ระยะเวลาได้เงินกลับ | หักได้เดือนถัดไปทันที | 30–90 วัน ขึ้นอยู่กับสรรพากร |
| เหมาะกับ | ยอดไม่มากหรือมีภาษีขายเดือนหน้า | ผู้ส่งออก หรือยอดสะสมสูง |
| ความเสี่ยงถูกตรวจ | ต่ำกว่า | สูงกว่า สรรพากรมักตรวจสอบละเอียด |
| กระแสเงินสด | ไม่มีผลทันที | ได้เงินคืนจริง ช่วย cash flow |
ข้อผิดพลาดที่ทำให้คำขอคืนล่าช้าหรือถูกปฏิเสธ
จากประสบการณ์ที่พบบ่อย สาเหตุที่ทำให้การขอคืน VAT ไม่ราบรื่นมีดังนี้
- ใบกำกับภาษีซื้อไม่ถูกต้อง เช่น ชื่อผู้ซื้อไม่ตรงกับบริษัท เลขผู้เสียภาษีผิด หรือใบกำกับภาษีออกโดยกิจการที่ยกเลิก VAT ไปแล้ว
- ยื่น ค.10 ไม่ตรงกับเดือนที่ยื่น ภ.พ.30 หรือกรอกหมายเลขบัญชีธนาคารผิด
- ภาษีซื้อต้องห้ามถูกนำมารวมในคำขอ เช่น VAT จากค่าอาหารเลี้ยงรับรอง รถยนต์นั่ง
- เอกสารไม่ครบเมื่อสรรพากรนัดตรวจ ทำให้ต้องนัดใหม่และยืดเวลาออกไป
- ยอดภาษีซื้อไม่สัมพันธ์กับรายรับ เช่น มีภาษีซื้อสูงมากแต่ยอดขายต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจทำให้สรรพากรตั้งข้อสังเกตและตรวจสอบละเอียดขึ้น
- ไม่ตอบหนังสือสรรพากรทันเวลา ทำให้คำขอถูกยกเลิกหรือนับระยะเวลาดอกเบี้ยหยุดลง
ขอคืน VAT ธุรกิจส่งออกมีข้อพิเศษอะไรบ้าง
ธุรกิจที่ขายสินค้าหรือให้บริการในอัตรา VAT 0% ได้แก่ การส่งออกสินค้าออกนอกราชอาณาจักร การให้บริการแก่ผู้รับบริการในต่างประเทศ และกิจการพิเศษบางประเภท จะมีภาษีขายเท่ากับ 0 บาทในทุกรอบ แต่ยังมีภาษีซื้อจากต้นทุนในประเทศ ทำให้ยอดขอคืนสะสมได้รวดเร็ว
กรมสรรพากรมีช่องทางพิเศษสำหรับผู้ส่งออกที่มีประวัติดี ผ่านการตรวจสอบมาแล้ว ซึ่งอาจได้รับการคืนภาษีเร็วกว่าช่องปกติ ควรสอบถามสรรพากรพื้นที่หรือขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาภาษีเพื่อดูว่ากิจการของคุณเข้าเกณฑ์หรือไม่
หากต้องการประเมินความเสี่ยงด้านภาษีของธุรกิจส่งออกก่อนยื่นขอคืน ลองใช้บริการ ประเมินความเสี่ยงภาษี กับทีม A Plus Me ได้ก่อน
ควรจ้างสำนักงานบัญชีช่วยขอคืน VAT ไหม
การขอคืน VAT ต้องการความแม่นยำทั้งในแบบ ภ.พ.30 รายงานภาษีซื้อ-ขาย และการเตรียมเอกสารรับมือการตรวจสอบ ถ้าจัดการเองโดยไม่มีประสบการณ์ มีความเสี่ยงที่เอกสารผิดพลาดหรือตอบสรรพากรไม่ตรงประเด็น ซึ่งยืดระยะเวลาและลดโอกาสได้เงินคืนเต็มจำนวน
ทีม A Plus Me ให้บริการ รับทำบัญชีรายเดือน ที่ครอบคลุมการจัดทำรายงานภาษีซื้อ-ขาย ยื่น ภ.พ.30 และให้คำแนะนำเรื่องการขอคืน VAT อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังมีบริการ วางแผนภาษี เพื่อช่วยบริหารภาษีซื้อให้คุ้มค่าและลดความเสี่ยงถูกตรวจสอบ ถ้าอยากรู้ว่ากิจการของคุณควรขอคืนหรือยกยอด และมีเอกสารพร้อมแค่ไหน ติดต่อ A Plus Me เพื่อรับคำปรึกษาเบื้องต้นได้เลย
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) ขั้นตอน เอกสาร และข้อควรระวัง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาษีซื้อเกินกว่าภาษีขาย ต้องขอคืนทุกเดือนไหม หรือยกยอดไปก่อนได้
ไม่จำเป็นต้องขอคืนทุกเดือน กิจการสามารถเลือก "ยกยอดเครดิต" ภาษีซื้อส่วนเกินไปหักกับภาษีขายในเดือนถัดไปได้โดยไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม เหมาะกับกิจการที่คาดว่าเดือนหน้าจะมีภาษีขายสูงขึ้น การขอคืนเป็นเงินสดเหมาะกับกรณีที่ยอดสะสมสูงหรือเป็นธุรกิจส่งออกที่ไม่มีภาษีขายเลย
ยื่นคำร้องขอคืน VAT ใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะได้เงิน
ตามกฎหมายสรรพากรต้องคืนภายใน 30 วันสำหรับผู้ประกอบการที่ผ่านเกณฑ์กลุ่มดีพิเศษ แต่สำหรับกรณีทั่วไปอาจใช้เวลา 30–90 วันหรือมากกว่านั้น หากสรรพากรมีการตรวจสอบเอกสารเพิ่มเติม กิจการที่มีประวัติยื่นถูกต้องและเอกสารครบมักได้รับการพิจารณาเร็วกว่า
ภาษีซื้อจากรถยนต์ที่ซื้อในชื่อบริษัทขอคืนได้ไหม
โดยทั่วไปภาษีซื้อจากรถยนต์นั่งหรือรถโดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่งถือเป็น "ภาษีซื้อต้องห้าม" ตามมาตรา 82/5 แห่งประมวลรัษฎากร นำมาหักหรือขอคืนไม่ได้ ยกเว้นกรณีที่ธุรกิจใช้รถนั้นเพื่อกิจการโดยตรง เช่น ธุรกิจให้เช่ารถหรือสอนขับรถ ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณี
ถ้าใบกำกับภาษีซื้อเกิน 6 เดือนแล้ว ยังนำมาขอคืนได้ไหม
ไม่ได้แล้ว กฎหมายกำหนดว่าภาษีซื้อต้องนำมาแสดงในแบบ ภ.พ.30 ภายใน 6 เดือนนับจากวันที่ในใบกำกับภาษีนั้น หากเกินกำหนดจะถูกตัดสิทธิ์ ดังนั้นจึงสำคัญมากที่ต้องส่งใบกำกับภาษีซื้อให้สำนักงานบัญชีทันในแต่ละรอบเดือน
ขอคืน VAT แล้วสรรพากรจะมาตรวจบริษัทไหม
การขอคืน VAT มักกระตุ้นให้สรรพากรตรวจสอบเอกสารและธุรกรรมของกิจการมากกว่าปกติ โดยเฉพาะถ้ายอดขอคืนสูงหรือไม่สัมพันธ์กับรายรับ ดังนั้นควรเตรียมเอกสารให้ครบ บันทึกบัญชีให้ถูกต้อง และพร้อมชี้แจงที่มาของภาษีซื้อทุกรายการ
ยื่นขอคืน VAT แล้วสรรพากรปฏิเสธ ทำอย่างไรได้บ้าง
หากสรรพากรออกหนังสือแจ้งไม่คืนหรือคืนน้อยกว่าที่ขอ กิจการมีสิทธิ์อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วันนับจากวันได้รับหนังสือแจ้ง ควรปรึกษานักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีเพื่อเตรียมเอกสารและเหตุผลประกอบการอุทธรณ์ให้แน่นที่สุด