สินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อย่างซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ มีกฎการหัก ค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ต่างจากสินทรัพย์ถาวรทั่วไป และถ้าบันทึกผิดประเภทอาจเสียสิทธิ์ลดหย่อนภาษีหรือถูกประเมินเพิ่มได้
สินทรัพย์ไม่มีตัวตนคืออะไร และทำไมถึงต้อง "ตัดจำหน่าย"
สินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets) คือสินทรัพย์ที่กิจการถือครองแต่ไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่สร้างประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคต ตัวอย่างที่พบในกิจการ SME ทั่วไป ได้แก่
- โปรแกรมคอมพิวเตอร์ / ซอฟต์แวร์ ทั้งที่ซื้อมาสำเร็จรูปและที่พัฒนาขึ้นเอง
- สิทธิบัตร (Patent) และสิทธิประโยชน์ตามสัญญาอนุญาต
- ลิขสิทธิ์ (Copyright) เช่น ลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ลิขสิทธิ์เนื้อหา หรือสูตรการผลิต
- ค่าความนิยม (Goodwill) ที่เกิดจากการซื้อกิจการ
- เครื่องหมายการค้า (Trademark) และสิทธิแฟรนไชส์
- สิทธิการเช่าระยะยาว หรือใบอนุญาตประกอบกิจการบางประเภท
เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มีอายุการให้ประโยชน์จำกัด กิจการจึงไม่อาจนำต้นทุนทั้งหมดมาหักเป็นรายจ่ายในปีเดียว แต่ต้องกระจายออกเป็น ค่าตัดจำหน่าย (Amortization) ตลอดช่วงเวลาที่สินทรัพย์ให้ประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจาก ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) ที่ใช้กับสินทรัพย์มีตัวตน เช่น อาคาร เครื่องจักร หรือยานพาหนะ
หลักเกณฑ์ทางภาษีสำหรับสินทรัพย์ไม่มีตัวตน: มาตรา 65 ทวิ และพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (2) กำหนดให้กิจการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดใน พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 พ.ศ. 2527 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ซึ่งข้อ 4(4) ของพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ระบุหลักการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนไว้ชัดเจน 2 กรณี ดังนี้
- กรณีไม่จำกัดอายุการใช้: ให้หักค่าตัดจำหน่ายได้ในอัตรา ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี ของมูลค่าต้นทุน
- กรณีจำกัดอายุการใช้: ให้หักได้ใน อัตราร้อยละ 100 หารด้วยจำนวนปีอายุการใช้ เช่น ถ้าอายุ 5 ปี หักได้ไม่เกินปีละ 20% ของต้นทุน
สินทรัพย์ที่ครอบคลุมตามข้อ 4(4) ได้แก่ ค่าความนิยม สูตรการผลิต วิธีการทางธุรกิจ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ และสิทธิอื่นในทำนองเดียวกัน
สำคัญมาก: เมื่อกิจการเลือกวิธีการและอัตราที่จะใช้แล้ว ต้องใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดไป จะเปลี่ยนแปลงได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรเท่านั้น และโดยทั่วไปไม่อาจตัดจำหน่ายจนมูลค่าเหลือศูนย์ — ต้องเหลือมูลค่าคงเหลืออย่างน้อย 1 บาทไว้ในบัญชี
โปรแกรมคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์: กฎพิเศษที่ SME ต้องรู้
ซอฟต์แวร์เป็นสินทรัพย์ที่มีความพิเศษทางภาษีอยู่หลายประการ เจ้าของกิจการควรเข้าใจแนวทางดังต่อไปนี้
การจำแนกประเภทซอฟต์แวร์เพื่อภาษี
ซอฟต์แวร์ที่กิจการซื้อมาใช้งาน (ทั้งสำเร็จรูปและพัฒนาขึ้นเอง) ถือเป็น สินทรัพย์ไม่มีตัวตนประเภทลิขสิทธิ์ ไม่ใช่สินทรัพย์ถาวรประเภทเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือนำซอฟต์แวร์ไปบันทึกรวมกับฮาร์ดแวร์และตัดค่าเสื่อมราคาในอัตราสำหรับคอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การประเมินภาษีเพิ่มเติมในภายหลัง
อัตราเร่งสำหรับโปรแกรมคอมพิวเตอร์
พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 (แก้ไขเพิ่มเติมโดย ฉบับที่ 473 พ.ศ. 2551) เปิดโอกาสให้กิจการตัดจำหน่ายโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ ภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้มา โดยกระจายตามส่วนที่เหมาะสม ทำให้กิจการสามารถหักรายจ่ายได้เร็วขึ้นและลดภาระภาษีในช่วงปีแรกของการลงทุน
สิทธิพิเศษสำหรับ SME ขนาดเล็ก
กิจการที่มีสินทรัพย์ถาวรสุทธิ ไม่เกิน 200 ล้านบาท และมีพนักงานไม่เกิน 200 คน มีสิทธิหักค่าตัดจำหน่ายครั้งแรก (Initial Allowance) ได้ ร้อยละ 40 ของต้นทุน ทันทีในวันที่ได้มาซึ่งสินทรัพย์ ส่วนที่เหลืออีก 60% จึงค่อยทยอยตัดตามอัตราปกติ ซึ่งช่วยให้กิจการขนาดเล็กได้รับประโยชน์ทางภาษีเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
หากกิจการของคุณมีรายได้ไม่เกิน 30 ล้านบาทและทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท ยังมีโอกาสเสียภาษีในอัตรา 0% (กำไรไม่เกิน 300,000 บาท) หรือ 15% (300,001–3,000,000 บาท) ซึ่งการวางแผนเวลาของการตัดจำหน่ายจะช่วยลดกำไรสุทธิให้อยู่ในช่วงอัตราที่ต่ำลงได้ การปรึกษาที่ปรึกษาภาษีก่อนสิ้นปีบัญชีจึงเป็นสิ่งที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง (ข้อมูล ณ ปี 2569)
สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์: อายุทางกฎหมายกับอายุทางภาษี
สิทธิบัตรและลิขสิทธิ์มีอายุตามที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญากำหนด แต่การตัดจำหน่ายทางภาษีขึ้นอยู่กับ อายุที่ใช้ประโยชน์จริงทางเศรษฐกิจ ซึ่งอาจสั้นกว่าอายุทางกฎหมาย
สิทธิบัตร (Patent)
สิทธิบัตรมีอายุตามกฎหมายที่แน่นอน จึงจัดอยู่ในประเภท "จำกัดอายุการใช้" ใช้สูตร 100 ÷ จำนวนปีอายุ เพื่อกำหนดอัตราตัดจำหน่ายสูงสุดต่อปี ตัวอย่างเช่น หากซื้อสิทธิบัตรที่มีอายุคุ้มครองเหลืออีก 10 ปี ด้วยราคา 1,000,000 บาท กิจการอาจหักค่าตัดจำหน่ายได้ไม่เกินปีละ 100,000 บาท อย่างไรก็ตาม หากกิจการคาดว่าจะไม่ใช้สิทธิบัตรนั้นตลอดอายุคุ้มครองทั้งหมด ก็สามารถกำหนดอายุที่สั้นกว่าได้ แต่ต้องมีหลักฐานสนับสนุนที่สมเหตุสมผล
ลิขสิทธิ์ (Copyright) และสูตรการผลิต
ลิขสิทธิ์ที่ซื้อมาและมีกำหนดระยะเวลาใช้งานชัดเจน (เช่น สัญญาอนุญาตใช้สิทธิ) ให้ตัดจำหน่ายตามอายุสัญญา หากไม่มีกำหนดอายุหรืออายุการใช้ประโยชน์ไม่อาจทราบได้แน่นอน ให้ใช้อัตรา ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปี
ค่าตอบแทนการอนุญาตใช้สิทธิ (Royalty) และภาษีหัก ณ ที่จ่าย
เมื่อกิจการ จ่ายค่าสิทธิ (Royalty) ให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือสิทธิบัตรรายอื่นในประเทศ กิจการผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53) ในอัตรา ร้อยละ 3 ของค่าสิทธิ (ตามมาตรา 40(3)) สำหรับกิจการที่ใช้ระบบ e-Withholding Tax ของกรมสรรพากร อัตราจะลดลงเหลือ ร้อยละ 1 (ตามทำเนียบ ท.ป.354/2566 ซึ่งขยายถึง 31 ธ.ค. 2570) ข้อมูล ณ ปี 2569
ค่าความนิยม (Goodwill): กรณีพิเศษที่ต้องระวัง
ค่าความนิยมที่เกิดจากการซื้อกิจการ (Purchased Goodwill) เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่มีลักษณะพิเศษ คือ ไม่มีอายุการใช้งานที่กำหนดได้แน่นอน ทางภาษี กิจการจึงใช้อัตราตัดจำหน่ายสูงสุด ร้อยละ 10 ต่อปี
อย่างไรก็ตาม มีข้อแตกต่างสำคัญระหว่างมุมมองบัญชีและมุมมองภาษี:
- ทางบัญชี (TFRS สำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ — TFRS for NPAEs): ค่าความนิยมต้องตัดจำหน่ายตลอดอายุการใช้ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ หากประเมินอายุไม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้กำหนดอายุไม่เกิน 10 ปี
- ทางภาษีสรรพากร: ยึดตามเกณฑ์ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 คือสูงสุดร้อยละ 10 ต่อปีสำหรับสินทรัพย์ที่ไม่จำกัดอายุ
ในกรณีส่วนใหญ่ อัตราบัญชีและภาษีจะสอดคล้องกัน แต่ถ้าฝ่ายบัญชีตัดจำหน่ายค่าความนิยมเร็วกว่าที่ภาษียอมรับ จะเกิด ผลแตกต่างชั่วคราว (Temporary Difference) ซึ่งต้องบันทึกภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (Deferred Tax) ตามมาตรฐานการบัญชี
นอกจากนี้ ค่าความนิยมที่สร้างขึ้นเองภายในกิจการ (Internally Generated Goodwill) เช่น ชื่อเสียงหรือฐานลูกค้า ไม่สามารถรับรู้เป็นสินทรัพย์ได้ทั้งทางบัญชีและทางภาษี
ความแตกต่างระหว่างเกณฑ์บัญชี (TFRS) กับเกณฑ์ภาษีสรรพากร
เจ้าของกิจการและนักบัญชีต้องเข้าใจว่าการบันทึกบัญชีตามมาตรฐาน TFRS และการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อภาษีเป็นคนละเรื่องกัน ตารางด้านล่างสรุปความแตกต่างหลัก
- อายุการตัดจำหน่าย: TFRS กำหนดให้ใช้อายุการให้ประโยชน์จริงที่ประเมินได้ (หากไม่ทราบให้ใช้ไม่เกิน 10 ปี) ในขณะที่ภาษีกำหนดอัตราสูงสุดไว้ (10% หรือ 100÷ปี) กิจการจึงอาจตัดบัญชีเร็วกว่าหรือช้ากว่าที่ภาษียอมให้หักได้
- การประเมินค่าใหม่: TFRS อนุญาตให้มีการประเมินค่าสินทรัพย์ไม่มีตัวตนใหม่ในบางกรณี แต่ทางภาษีไม่รับรองมูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากการประเมินใหม่เป็นรายจ่าย
- ต้นทุนพัฒนา (Development Cost): TFRS ให้รับรู้ต้นทุนในช่วงพัฒนาเป็นสินทรัพย์ได้หากเป็นไปตามเงื่อนไข แต่ต้นทุนวิจัย (Research Cost) ต้องรับรู้เป็นค่าใช้จ่ายทันที ซึ่งอาจแตกต่างจากการรับรู้ทางภาษี
- การด้อยค่า (Impairment): ทางบัญชีต้องทดสอบการด้อยค่าทุกปีสำหรับสินทรัพย์ที่ไม่ทราบอายุ แต่ผลขาดทุนจากการด้อยค่าอาจไม่ได้รับการยอมรับเป็นรายจ่ายทางภาษีทันที
ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้จำเป็นต้องจัดทำ ตารางกระทบยอดระหว่างกำไรทางบัญชีและกำไรทางภาษี ซึ่งเป็นงานสำคัญของสำนักงานบัญชีที่ดูแลกิจการ หากกิจการของคุณยังไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ลองพิจารณารับทำบัญชีรายเดือนกับสำนักงานที่เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษีด้วย
แนวปฏิบัติสำหรับ SME: ขั้นตอนการบันทึกและใช้สิทธิอย่างถูกต้อง
เพื่อให้กิจการใช้สิทธิหักค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนได้อย่างครบถ้วนและถูกต้อง ขอแนะนำแนวปฏิบัติดังต่อไปนี้
1. จำแนกสินทรัพย์ให้ถูกประเภทตั้งแต่ต้น
เมื่อซื้อซอฟต์แวร์หรือสิทธิ์ใดๆ ให้ระบุในทะเบียนสินทรัพย์ว่าเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนประเภทใด อย่านำรวมกับต้นทุนฮาร์ดแวร์หรืออุปกรณ์ และตรวจสอบว่าสัญญาซื้อขายหรือใบอนุญาตระบุอายุการใช้งานไว้หรือไม่
2. กำหนดอายุการตัดจำหน่ายและบันทึกเป็นนโยบายบัญชี
ควรกำหนดนโยบายการตัดจำหน่ายสินทรัพย์แต่ละประเภทไว้อย่างชัดเจนในหมายเหตุประกอบงบการเงิน เช่น "ซอฟต์แวร์ตัดจำหน่ายภายใน 3 ปี" หรือ "ค่าความนิยมตัดจำหน่ายไม่เกิน 10 ปี" โดยต้องใช้นโยบายนี้อย่างสม่ำเสมอ
3. เก็บหลักฐานสนับสนุนให้ครบถ้วน
เก็บสัญญาซื้อขาย ใบอนุญาตใช้สิทธิ ใบกำกับภาษี และเอกสารที่แสดงว่าสินทรัพย์พร้อมใช้งานแล้วในวันใด (วันที่เริ่มตัดจำหน่าย) เพื่อรองรับการตรวจสอบจากกรมสรรพากร
4. ตรวจสอบภาระภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายค่าสิทธิ
ทุกครั้งที่จ่ายค่าสิทธิ (Royalty) ให้ผู้อื่น อย่าลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายที่อัตราร้อยละ 3 (หรือ 1% หากใช้ e-WHT) และนำส่งตามกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม
5. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญสำหรับสินทรัพย์มูลค่าสูง
หากกิจการมีการลงทุนในสิทธิบัตร ซอฟต์แวร์ หรือทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่าสูง ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจวิธีการตัดจำหน่าย เนื่องจากทางเลือกที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ของกิจการอาจส่งผลต่อภาระภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง การหักค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Assets): ซอฟต์แวร์ สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์ตามเกณฑ์ภาษีไทย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ซอฟต์แวร์ที่ซื้อมาใช้ในบริษัท ต้องตัดจำหน่ายกี่ปี?
ตามพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 (แก้ไขโดย ฉบับที่ 473 พ.ศ. 2551) โปรแกรมคอมพิวเตอร์สามารถตัดจำหน่ายได้ภายใน 3 รอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้มา กิจการขนาดเล็ก (สินทรัพย์ถาวรสุทธิไม่เกิน 200 ล้านบาท และพนักงานไม่เกิน 200 คน) ยังมีสิทธิหักครั้งแรกเพิ่มได้อีกร้อยละ 40 ของต้นทุนทันทีในวันที่ได้มา สิ่งสำคัญคือต้องบันทึกซอฟต์แวร์แยกจากฮาร์ดแวร์ เพราะใช้อัตราและหลักเกณฑ์ต่างกัน
ค่าความนิยม (Goodwill) หักภาษีได้อย่างไร และกี่ปี?
ค่าความนิยมที่ซื้อมาจากการเข้าซื้อกิจการ จัดเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนที่ไม่มีอายุการใช้งานแน่นอน กิจการหักค่าตัดจำหน่ายทางภาษีได้สูงสุดร้อยละ 10 ต่อปีของต้นทุนตามข้อ 4(4) ของพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 ส่วนทางบัญชี TFRS for NPAEs กำหนดให้ตัดจำหน่ายไม่เกิน 10 ปีหากประเมินอายุไม่ได้ ค่าความนิยมที่สร้างขึ้นเองภายในกิจการ (เช่น ชื่อเสียงที่สะสม) ไม่สามารถรับรู้เป็นสินทรัพย์หรือนำมาหักภาษีได้
จ่ายค่าสิทธิ (Royalty) ให้เจ้าของสิทธิบัตรในไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร?
การจ่ายค่าสิทธิ (Royalty) ตามมาตรา 40(3) ให้แก่บุคคลหรือนิติบุคคลในประเทศ ผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรามาตรฐาน ร้อยละ 3 ของค่าสิทธิ หากกิจการผู้จ่ายเข้าร่วมระบบ e-Withholding Tax ของกรมสรรพากร อัตราลดลงเหลือร้อยละ 1 (ตาม ท.ป.354/2566 ซึ่งขยายถึง 31 ธ.ค. 2570) ทั้งนี้อัตราสำหรับการจ่ายค่าสิทธิให้แก่ผู้รับในต่างประเทศอาจแตกต่างออกไปขึ้นอยู่กับอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้อง ควรตรวจสอบกับผู้เชี่ยวชาญก่อนชำระ (ข้อมูล ณ ปี 2569)