เจ้าของโรงงาน SME หลายรายรู้ว่ากำลังขายอยู่ แต่ไม่รู้ว่าขายเท่าไรถึงจะ "ไม่ขาดทุน" — จุดคุ้มทุน (Break-Even Point) คือตัวเลขที่ตอบคำถามนั้นได้อย่างแม่นยำ
จุดคุ้มทุน (BEP) คืออะไร และสำคัญแค่ไหนสำหรับธุรกิจผลิต
จุดคุ้มทุน (Break-Even Point — BEP) คือระดับการผลิตหรือยอดขายที่รายได้รวมเท่ากับต้นทุนรวมพอดี — ไม่มีกำไร ไม่มีขาดทุน ธุรกิจที่ผลิตสินค้าเองมีโครงสร้างต้นทุนที่ซับซ้อนกว่าการค้าขายทั่วไป เพราะต้องแบกทั้งต้นทุนโรงงาน เครื่องจักร และวัตถุดิบ การรู้จุดคุ้มทุนจึงช่วยตอบคำถามสำคัญหลายข้อพร้อมกัน
- ต้องขายกี่ชิ้นต่อเดือนถึงจะคุ้มค่าใช้จ่ายโรงงาน?
- ถ้าลดราคาส่งลง 10% จุดคุ้มทุนจะขยับไปแค่ไหน?
- ออเดอร์ขั้นต่ำที่รับได้โดยไม่ขาดทุนควรอยู่ที่เท่าไร?
- ถ้าต้องการกำไรเป้าหมาย 200,000 บาทต่อเดือน ต้องขายเพิ่มอีกเท่าไร?
การวิเคราะห์ BEP เป็นเครื่องมือบัญชีต้นทุน (Cost-Volume-Profit Analysis หรือ CVP) ที่ได้รับการยอมรับในมาตรฐานการบัญชีบริหาร และเป็นพื้นฐานที่นักบัญชีทุกคนจะนำมาใช้วางแผนธุรกิจ
แยกต้นทุนก่อน: หัวใจของการคำนวณ BEP ธุรกิจผลิต
ก่อนใส่สูตร ต้องแบ่งต้นทุนออกเป็น 2 กลุ่มให้ชัดเจน เพราะธุรกิจผลิตมักมีต้นทุนผสมที่ต้องแยกแยะอย่างระมัดระวัง
ต้นทุนคงที่ (Fixed Costs)
ต้นทุนที่ไม่เปลี่ยนแปลงตามปริมาณการผลิต ไม่ว่าจะผลิต 100 ชิ้นหรือ 10,000 ชิ้นในเดือนนั้น ได้แก่:
- ค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้า
- ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร (ตามระยะเวลา เช่น วิธีเส้นตรง)
- เงินเดือนพนักงานประจำ รวมผู้จัดการโรงงาน
- ค่าประกันภัยโรงงานและเครื่องจักร
- ค่าใช้จ่ายสำนักงานและการบริหาร เช่น ค่าบัญชี ค่าโทรศัพท์
- ดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับเครื่องจักรหรือสินทรัพย์ถาวร
ต้นทุนผันแปร (Variable Costs)
ต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงโดยตรงตามปริมาณผลิต ยิ่งผลิตมาก ยิ่งสูง สำหรับธุรกิจผลิตมักมีหลายระดับ (multi-level) ดังนี้:
- ระดับที่ 1 — วัตถุดิบทางตรง (Direct Materials): ต้นทุนที่ชัดเจนที่สุด เช่น เหล็ก พลาสติก ผ้า วัตถุดิบอาหาร
- ระดับที่ 2 — ค่าแรงทางตรง (Direct Labour): ค่าจ้างพนักงานสายการผลิตที่คิดเป็นรายชิ้นหรือรายชั่วโมง (ไม่ใช่เงินเดือนประจำ)
- ระดับที่ 3 — ค่าโสหุ้ยผันแปร (Variable Overhead): ค่าไฟฟ้าเครื่องจักร ค่าน้ำในกระบวนการผลิต ค่าบรรจุภัณฑ์ต่อชิ้น ค่าคอมมิชชั่นพนักงานขาย
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: เจ้าของธุรกิจมักนับเงินเดือนผู้จัดการโรงงานเป็นต้นทุนผันแปร ทั้งที่จริงเป็นต้นทุนคงที่ เพราะจ่ายเท่าเดิมไม่ว่าจะผลิตมากหรือน้อย การจัดกลุ่มผิดทำให้ BEP คลาดเคลื่อนได้มาก
สูตร BEP สำหรับธุรกิจผลิต: ทั้งแบบหน่วยและแบบยอดขาย
เมื่อแยกต้นทุนได้แล้ว ให้คำนวณ กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin — CM) ก่อน แล้วค่อยนำไปหาจุดคุ้มทุน
สูตรกำไรส่วนเกินต่อหน่วย
CM ต่อหน่วย = ราคาขายต่อหน่วย − ต้นทุนผันแปรรวมต่อหน่วย
โดยต้นทุนผันแปรรวมต่อหน่วย = วัตถุดิบทางตรง + ค่าแรงทางตรง + โสหุ้ยผันแปร (ทุกระดับรวมกัน)
สูตรจุดคุ้มทุนเป็นหน่วย
BEP (หน่วย) = ต้นทุนคงที่รวม ÷ CM ต่อหน่วย
สูตรจุดคุ้มทุนเป็นยอดขาย (บาท)
BEP (บาท) = ต้นทุนคงที่รวม ÷ อัตรา CM
โดย อัตรา CM = CM ต่อหน่วย ÷ ราคาขาย (หรือ CM รวม ÷ ยอดขายรวม)
สูตรยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย
เมื่อต้องการกำไรก่อนภาษีระดับหนึ่ง สามารถขยายสูตรได้ทันที:
ยอดขายเป้าหมาย (หน่วย) = (ต้นทุนคงที่รวม + กำไรเป้าหมาย) ÷ CM ต่อหน่วย
หมายเหตุ: กำไรเป้าหมายในสูตรนี้ควรเป็น "กำไรก่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล" หากต้องการกำไรสุทธิหลังภาษีในมือ ต้องนำกลับมาปรับอัตราภาษี CIT ที่ใช้จริงด้วย (ดูส่วนภาษีด้านล่าง)
ตัวอย่างจริง: โรงงานผลิตเครื่องปรุงอาหาร SME กำหนดราคาขายส่งและปลีก
สมมติบริษัท A เป็นโรงงานผลิตซอสพริกบรรจุขวด ขายส่งให้ผู้ค้าส่งและขายปลีกออนไลน์คนละราคา มีข้อมูลดังนี้:
ต้นทุนคงที่รายเดือน
- ค่าเช่าโรงงาน: 35,000 บาท
- เงินเดือนพนักงานประจำ (ผู้จัดการ + แอดมิน): 55,000 บาท
- ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร: 12,000 บาท
- ค่าบัญชีและค่าใช้จ่ายสำนักงาน: 8,000 บาท
- ต้นทุนคงที่รวม: 110,000 บาท/เดือน
ต้นทุนผันแปรต่อขวด (3 ระดับ)
- วัตถุดิบทางตรง (พริก น้ำส้มสายชู เกลือ ขวด ฝา): 18.00 บาท
- ค่าแรงทางตรง (พนักงานสายผลิต คิดต่อขวด): 4.50 บาท
- โสหุ้ยผันแปร (ค่าไฟเครื่องจักร + ฉลาก + ค่าขนส่งเฉพาะกิจ): 2.50 บาท
- ต้นทุนผันแปรรวมต่อขวด: 25.00 บาท
คำนวณ BEP สำหรับราคาขายส่ง (55 บาท/ขวด)
- CM ต่อขวด = 55 − 25 = 30 บาท
- อัตรา CM = 30 ÷ 55 = 54.5%
- BEP (ขวด) = 110,000 ÷ 30 = 3,667 ขวด/เดือน
- BEP (ยอดขาย) = 110,000 ÷ 0.545 = 201,835 บาท/เดือน
คำนวณ BEP สำหรับราคาขายปลีก (85 บาท/ขวด)
- CM ต่อขวด = 85 − 25 = 60 บาท
- อัตรา CM = 60 ÷ 85 = 70.6%
- BEP (ขวด) = 110,000 ÷ 60 = 1,834 ขวด/เดือน
- BEP (ยอดขาย) = 110,000 ÷ 0.706 = 155,807 บาท/เดือน
กรณีขายผสม (Sales Mix) — ขายส่ง 70% และปลีก 30%
เมื่อมีช่องทางหลายแบบ ต้องคำนวณ CM เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average CM) ก่อน:
- CM เฉลี่ย = (30 × 70%) + (60 × 30%) = 21 + 18 = 39 บาท/ขวด
- BEP รวม = 110,000 ÷ 39 = 2,821 ขวด/เดือน
- ในจำนวนนี้: ขายส่ง 1,975 ขวด + ขายปลีก 846 ขวด
ข้อมูลนี้ช่วยให้เจ้าของโรงงานเห็นว่า การเพิ่มสัดส่วนการขายปลีกทำให้ BEP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะ CM ต่อขวดสูงกว่า
ตั้งค่าใน Excel: แม่แบบคำนวณ BEP สำหรับธุรกิจผลิต
การทำ BEP ใน Excel ช่วยให้ปรับสมมติฐานและทดลองสถานการณ์ได้ทันที แนะนำโครงสร้างดังนี้:
โครงสร้างชีทที่แนะนำ
- ชีต 1 — ป้อนข้อมูล (Input): ใส่ตัวเลขต้นทุนทั้งหมดในเซลล์ที่มีสีต่างกันเพื่อแยกระหว่างข้อมูลที่แก้ได้และสูตร ป้องกันการแก้สูตรโดยไม่ตั้งใจ
- ชีต 2 — การคำนวณ (Calculation): รวมต้นทุนคงที่, คำนวณ CM ต่อหน่วยแต่ละช่องทาง, คำนวณ CM เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก, หา BEP
- ชีต 3 — Sensitivity Table: ใช้ Data Table ของ Excel สร้างตารางแสดง BEP เมื่อราคาขายหรือต้นทุนผันแปรเปลี่ยนไป ±5%, ±10%, ±15%
- ชีต 4 — กราฟ BEP (Break-Even Chart): สร้างกราฟเส้นแสดงรายได้รวมและต้นทุนรวมที่ปริมาณการผลิตต่างๆ จุดตัดของเส้นคือ BEP
สูตร Excel ที่ควรใช้
- ต้นทุนผันแปรรวมต่อหน่วย: =SUM(D5:D7) (รวมทุกระดับตามแถว)
- CM ต่อหน่วย: =ราคาขาย-ต้นทุนผันแปรรวม
- BEP หน่วย: =ต้นทุนคงที่รวม/CM_ต่อหน่วย
- BEP บาท: =ต้นทุนคงที่รวม/(CM_ต่อหน่วย/ราคาขาย)
- ยอดขายเพื่อกำไรเป้าหมาย: =(ต้นทุนคงที่รวม+กำไรเป้าหมาย)/CM_ต่อหน่วย
เคล็ดลับ: ตั้งชื่อช่วงเซลล์ (Named Range) ให้สูตรอ่านง่าย เช่น ตั้งชื่อเซลล์ต้นทุนคงที่ว่า "FixedCost" จะทำให้สูตรเป็น =FixedCost/CM_Unit แทนที่จะเป็น =B12/B8 ซึ่งยากต่อการตรวจสอบ
หากต้องการให้นักบัญชีช่วยออกแบบโครงสร้างต้นทุนและ BEP model ที่เชื่อมกับระบบบัญชีรายเดือนจริง สามารถดูรายละเอียดบริการได้ที่ รับทำบัญชีรายเดือน ซึ่งรวมการวิเคราะห์ต้นทุนเบื้องต้นเป็นส่วนหนึ่งของงาน
นำ BEP มาใช้ตั้งราคาขายส่ง vs ปลีก: กรอบคิดและจุดระวัง
BEP ไม่ใช่แค่ตัวเลขให้รู้ว่า "คุ้มทุน" — มันเป็นฐานในการตั้งราคาขายอย่างมีเหตุผล
หลักการตั้งราคาขั้นต่ำ (Floor Price)
ราคาขั้นต่ำที่รับได้สำหรับแต่ละช่องทางคือ ราคาที่ทำให้ CM ต่อหน่วยเป็นบวก นั่นหมายความว่าราคาขายต้องสูงกว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วยเสมอ ไม่เช่นนั้นยิ่งขายยิ่งขาดทุน (ขาดทุนส่วนเกิน) แม้แต่ละออเดอร์ดูเหมือนมีกำไรเล็กน้อย
- ขายส่ง: ราคาขั้นต่ำ = ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย + ส่วนต้องการให้ครอบคลุมต้นทุนคงที่ตามสัดส่วน
- ขายปลีก: CM สูงกว่า จึงมีพื้นที่ให้กำหนดราคาได้ยืดหยุ่นกว่า และช่วยชดเชยกรณีที่ยอดส่งไม่ถึง BEP
การตั้งราคาด้วยกำไรเป้าหมาย
ตัวอย่างต่อจากโรงงานซอสพริก: สมมติต้องการกำไรก่อนภาษี 80,000 บาท/เดือน และขายส่งทั้งหมด
- ยอดขายเป้าหมาย = (110,000 + 80,000) ÷ 30 = 6,333 ขวด/เดือน
- ยอดขายบาท = 6,333 × 55 = 348,333 บาท/เดือน
ตัวเลขนี้กลายเป็นเป้าหมายการขายที่ชัดเจนให้ทีมขายไปทำงาน แทนที่จะบอกแค่ "ขายให้มากขึ้น"
จุดระวัง: ราคาขายในสูตร BEP ควรเป็นราคา "ก่อน VAT" หรือ "หลัง VAT"?
นี่เป็นจุดที่เจ้าของธุรกิจสับสนบ่อยมาก คำตอบคือ ควรใช้ราคาก่อน VAT (ราคาฐาน) ตลอด เนื่องจาก VAT ที่เก็บจากลูกค้าไม่ใช่รายได้ของบริษัท แต่เป็นเงินที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร
ตัวอย่าง: ราคาขายปลีก 85 บาท/ขวด ถ้าเป็นราคารวม VAT 7% แล้ว รายได้จริงของบริษัทคือ 85 ÷ 1.07 = 79.44 บาท ต่างกัน 5.56 บาทต่อขวด ซึ่งหากปริมาณขายเดือนละหลักพัน ตัวเลขนี้สำคัญมาก (ข้อมูล ณ ปี 2569: VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% ตาม พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 มีผลถึง 30 กันยายน 2569 — ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร)
นอกจากนี้ หากรายได้ธุรกิจยังไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี ธุรกิจยังไม่มีหน้าที่จด VAT และราคาขายก็ยังไม่ต้องบวก VAT ซึ่งทำให้ BEP และการตั้งราคาต่างออกไป ควรวางแผนล่วงหน้าเพื่อไม่ให้ราคาขายที่ตั้งไว้กระทบเมื่อข้ามเกณฑ์ VAT (ข้อมูล ณ ปี 2569)
มิติภาษีที่ธุรกิจผลิต SME ต้องใส่ใน BEP ให้ถูกต้อง
BEP แบบคลาสสิกคำนวณกำไร "ก่อนภาษีเงินได้" แต่สำหรับการวางแผนธุรกิจจริง ควรทำความเข้าใจว่าภาษีจะกระทบตัวเลขอย่างไร
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) สำหรับ SME
บริษัทที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากกิจการไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อรอบบัญชี จะได้รับอัตราภาษีแบบขั้นบันได ดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569):
- กำไรสุทธิส่วน 0–300,000 บาท: 0% (ยกเว้นภาษี)
- กำไรสุทธิส่วน 300,001–3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%
ตัวอย่าง: ถ้าโรงงานซอสพริกมีกำไรสุทธิทางภาษี 800,000 บาท/ปี จะเสียภาษี = (300,000 × 0%) + (500,000 × 15%) = 75,000 บาท คิดเป็นอัตราภาษีที่แท้จริง (Effective Rate) เพียง 9.4% ไม่ใช่ 15% ทั้งก้อน
ดังนั้นหากต้องการกำไรสุทธิหลังภาษีตามเป้าหมายจาก BEP ต้องคำนวณย้อนกลับโดยนำ CIT ที่คาดว่าจะเกิดมาบวกเพิ่มในกำไรเป้าหมายก่อนภาษี เพื่อความแม่นยำในการวางแผน
ต้นทุนผันแปรที่มีภาษีซ่อนอยู่
วัตถุดิบที่ซื้อมาจากผู้ขายในระบบ VAT จะมีภาษีซื้อ (Input VAT) ที่ขอคืนหรือหักออกได้หากบริษัทจด VAT แล้ว ดังนั้นต้นทุนวัตถุดิบที่ใส่ในสูตร BEP ควรเป็นราคาก่อน VAT เช่นเดียวกัน เพราะภาษีซื้อนั้นจะถูกหักออกจากภาษีขายในรายงาน ภ.พ.30 ไม่ใช่ต้นทุนจริงของสินค้า
หากต้องการให้นักบัญชีช่วยวางแผนโครงสร้างต้นทุนและภาษีเชื่อมกันอย่างถูกต้อง บริการ วางแผนภาษีธุรกิจ สามารถช่วยคำนวณ effective tax rate และออกแบบโครงสร้างราคาที่สอดคล้องกับภาระภาษีจริงได้
จุดคุ้มทุนไม่ใช่เพดาน — วิธีใช้ BEP เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืน
ธุรกิจผลิตที่ดีไม่ได้แค่ "ไม่ขาดทุน" แต่ต้องมีกันชน (Safety Margin) ระหว่างยอดขายจริงกับ BEP เพื่อรองรับความผันผวน เช่น ราคาวัตถุดิบพุ่ง หรือออเดอร์ลดฉับพลัน
Margin of Safety (ส่วนเผื่อปลอดภัย)
Margin of Safety = ยอดขายจริง − ยอดขาย BEP
Margin of Safety (%) = (ยอดขายจริง − BEP) ÷ ยอดขายจริง × 100
ตัวอย่าง: ถ้าโรงงานขายได้ 5,000 ขวด/เดือน และ BEP อยู่ที่ 3,667 ขวด ส่วนเผื่อปลอดภัยคือ 1,333 ขวด หรือ 26.7% ซึ่งหมายความว่ายอดขายลดได้สูงสุด 26.7% ก่อนที่จะเริ่มขาดทุน ตัวเลขต่ำกว่า 20% ควรระวังและหาทางลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้
กลยุทธ์ปรับปรุง BEP ที่ปฏิบัติได้จริง
- ลดต้นทุนผันแปร: เจรจาราคาวัตถุดิบกับ Supplier รายใหม่ ปรับสูตรผลิตโดยไม่กระทบคุณภาพ ลดของเสียในกระบวนการ
- ลดต้นทุนคงที่: ทบทวนค่าเช่าโรงงาน ลดชั่วโมงล่วงเวลาพนักงานประจำ หรือใช้ outsource บางงาน
- เพิ่ม CM: ขยับราคาขายปลีกในช่องทางที่ทำได้โดยไม่สูญเสียลูกค้า หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงขึ้น
- เพิ่มสัดส่วนช่องทาง CM สูง: เปลี่ยน Mix จากขายส่งไปขายปลีกหรือขายตรงออนไลน์ที่มี CM สูงกว่า
- เพิ่มปริมาณการผลิต: ใช้กำลังการผลิต (Capacity) ที่เหลืออยู่ให้เต็ม เพราะต้นทุนคงที่จะถูกเฉลี่ยไปมากขึ้น ทำให้ BEP ต่อหน่วยลดลง
การทำ BEP analysis ทุกไตรมาสช่วยให้เจ้าของธุรกิจเห็นว่าโครงสร้างต้นทุนเปลี่ยนไปอย่างไร และปรับกลยุทธ์ได้ก่อนที่ปัญหาจะสะสม ซึ่งนักบัญชีที่ดูแลบัญชีรายเดือนของบริษัทควรมีข้อมูลพร้อมสนับสนุนการวิเคราะห์นี้
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง การวิเคราะห์จุดคุ้มทุน (BEP) สำหรับธุรกิจผลิต SME: สูตร ตัวอย่าง และวิธีใช้กำหนดราคาขาย ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
จุดคุ้มทุนคำนวณจากราคาที่รวม VAT หรือราคาก่อน VAT?
ควรใช้ราคาก่อน VAT (ราคาฐาน) เสมอ เพราะ VAT 7% ที่เก็บจากลูกค้าต้องนำส่งกรมสรรพากรและไม่ใช่รายได้ของบริษัท เช่น ราคาขาย 107 บาทรวม VAT จะมีรายได้จริงเพียง 100 บาท ในทำนองเดียวกัน ต้นทุนวัตถุดิบที่ซื้อมาก็ควรใช้ราคาก่อน VAT เพราะบริษัทที่จด VAT แล้วจะขอคืนภาษีซื้อคืนได้ ทำให้ภาษีซื้อนั้นไม่ใช่ต้นทุนจริง (ข้อมูล ณ ปี 2569 อัตรา VAT อยู่ที่ 7% ตามพระราชกฤษฎีกาที่มีผลถึง 30 กันยายน 2569)
ธุรกิจผลิตที่ยังขาดทุนอยู่ จะใช้ BEP ตั้งราคาขายขั้นต่ำได้ไหม?
ใช้ได้และแนะนำให้ทำ ให้นำต้นทุนผันแปรต่อหน่วยเป็นราคาพื้นฐาน (Floor Price) ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำที่สุดที่รับออเดอร์ได้โดยไม่เพิ่มขาดทุน จากนั้นตั้งราคาขายจริงให้สูงกว่าเพื่อให้มี CM บวกมาช่วยชดเชยต้นทุนคงที่ การตั้งราคาต่ำกว่าต้นทุนผันแปรเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เว้นแต่เป็นกลยุทธ์เจาะตลาดระยะสั้นที่มีแผนชัดเจน และควรปรึกษานักบัญชีเพื่อประเมินผลกระทบทางการเงินก่อน
โรงงาน SME ที่มีหลายผลิตภัณฑ์จะคำนวณ BEP อย่างไร?
ต้องคำนวณ CM เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average CM) ก่อน โดยนำ CM ของแต่ละผลิตภัณฑ์คูณด้วยสัดส่วนการขาย (Sales Mix) แล้วรวมกัน จากนั้นหาร BEP รวมด้วย CM เฉลี่มที่ได้ หากสัดส่วนการขายเปลี่ยน BEP รวมจะเปลี่ยนตาม ดังนั้นควรทบทวน Sales Mix ทุกไตรมาสและปรับแผนการผลิตและการขายให้สอดคล้อง สำนักงานบัญชีที่ดูแลบัญชีรายเดือนสามารถช่วยดึงข้อมูลจากระบบบัญชีมาวิเคราะห์ได้