เมื่อบริษัทไทยเริ่มรับหรือลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล คำถามที่ตามมาทันทีคือ "บันทึกบัญชีอย่างไร และเสียภาษีอะไรบ้าง" ซึ่งยังไม่มีมาตรฐานบัญชีเฉพาะรองรับในประเทศไทย
ทำไมการบันทึกบัญชีคริปโตของบริษัทจึงซับซ้อนกว่าของบุคคลธรรมดา
สำหรับบุคคลธรรมดาที่ซื้อขายคริปโตผ่านตลาดแลกเปลี่ยนที่ได้รับใบอนุญาต กฎหมายล่าสุดได้ให้การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2572 ตามมติคณะรัฐมนตรีเดือนมิถุนายน 2568 แต่สำหรับนิติบุคคล (บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด) สิทธิยกเว้นดังกล่าวไม่ครอบคลุม กำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลที่บริษัทได้รับยังคงต้องรวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT) ตามปกติ
นอกจากนี้ บริษัทที่จ่ายเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่บุคคลใดก็ตาม ยังมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งต่างจากการซื้อขายในชีวิตประจำวันของบุคคลทั่วไปโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องเข้าใจทั้งมิติบัญชีและมิติภาษีควบคู่กัน
กรอบการจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลตามแนวทาง TFAC
สภาวิชาชีพบัญชี (TFAC) ยังไม่ได้ออกมาตรฐานการบัญชีเฉพาะสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล แนวปฏิบัติที่ยอมรับได้ในปัจจุบันจึงอิงกับหลักสาระสำคัญเหนือรูปแบบ (Substance over Form) ภายใต้กรอบแนวคิดของ TFRS สำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) โดยแบ่งได้เป็น 2 กรณีหลัก
- กรณีที่ 1 — ถือไว้เพื่อขายในการดำเนินธุรกิจปกติ (สินค้าคงเหลือ): หากบริษัทซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลมาเพื่อขายต่อเป็นกิจกรรมหลัก เช่น ร้านค้าคริปโต หรือกิจการที่รับชำระด้วยคริปโตแล้วแปลงเป็นเงินบาทอย่างสม่ำเสมอ ให้จัดประเภทเป็นสินค้าคงเหลือ (Inventory) ตามบทที่ 8 ของ TFRS for NPAEs และวัดมูลค่าด้วยหลัก ราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า (Lower of Cost or NRV)
- กรณีที่ 2 — ถือไว้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น (ไม่ใช่สินค้า): หากบริษัทถือสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการลงทุนระยะยาว หรือเพื่อใช้เป็นสื่อกลางในธุรกรรมเฉพาะกิจ ให้พิจารณาบันทึกเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) ตามบทที่ 11 หรือสินทรัพย์อื่นตามลักษณะสาระสำคัญ โดยวัดมูลค่าด้วยราคาทุนหักผลขาดทุนจากการด้อยค่า
สิ่งสำคัญที่ต้องตัดสินใจตั้งแต่แรกคือ วัตถุประสงค์ในการถือครอง เพราะจะกำหนดทั้งวิธีวัดมูลค่าและรูปแบบการเปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน ควรบันทึกนโยบายบัญชีที่เลือกใช้ให้ชัดเจนในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
วิธีบันทึกบัญชีเมื่อซื้อ ถือ และขายสินทรัพย์ดิจิทัล
การรับรู้เมื่อซื้อ (Initial Recognition)
บันทึกสินทรัพย์ดิจิทัลในมูลค่าที่จ่ายจริง (ราคาทุน) ณ วันที่ทำธุรกรรม ซึ่งรวมค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Trading Fee) ที่เกิดขึ้นโดยตรงด้วย เช่น หากบริษัทซื้อ Bitcoin ด้วยเงิน 100,000 บาท และมีค่า Fee 500 บาท ราคาทุนที่บันทึกคือ 100,500 บาท
สำหรับการแปลงสกุลเงินต่างประเทศ ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ทำธุรกรรม ตามหลักทั่วไปของมาตรฐานการบัญชีที่เกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยน
การวัดมูลค่าหลังการรับรู้ครั้งแรก (Subsequent Measurement)
กรณีถือเป็นสินค้าคงเหลือ: ต้องตรวจสอบมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) ทุกรอบระยะเวลาบัญชี หากราคาตลาดในวันสิ้นรอบบัญชีต่ำกว่าราคาทุน ต้องบันทึกขาดทุนจากการลดลงของมูลค่าสินค้า (Write-down) ในงบกำไรขาดทุนทันที แต่หากราคาตลาดสูงขึ้นอีกครั้ง สามารถกลับรายการได้ไม่เกินจำนวนที่เคย Write-down ไว้
กรณีถือเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน: วัดมูลค่าด้วยราคาทุน และต้องทดสอบการด้อยค่าเมื่อมีข้อบ่งชี้ว่ามูลค่าที่คาดว่าจะได้รับคืนต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ในทางปฏิบัติ หากราคาตลาดของสินทรัพย์ดิจิทัลลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ถือเป็นข้อบ่งชี้ให้ทำการทดสอบด้อยค่าทันที ผลขาดทุนจากการด้อยค่าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน และไม่สามารถกลับรายการได้ ในภายหลัง
การรับรู้กำไรหรือขาดทุนเมื่อขาย (Disposal)
เมื่อบริษัทขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ให้รับรู้กำไรหรือขาดทุนจากการจำหน่าย เท่ากับส่วนต่างระหว่างราคาขาย (มูลค่ายุติธรรม ณ วันโอน) กับมูลค่าตามบัญชีของสินทรัพย์นั้น กำไรหรือขาดทุนนี้บันทึกในงบกำไรขาดทุนของรอบบัญชีที่ทำธุรกรรม
สำหรับการคำนวณต้นทุนของสินทรัพย์ที่ขาย ปัจจุบันแนวปฏิบัติที่นิยมใช้คือวิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (Weighted Average Cost) หรือวิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) โดยต้องเลือกใช้วิธีเดียวกันอย่างสม่ำเสมอและเปิดเผยในนโยบายบัญชี
ภาษีที่บริษัทต้องรู้เมื่อมีธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)
กำไรทุกประเภทที่บริษัทได้รับจากสินทรัพย์ดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นกำไรจากการขาย กำไรจากการถือครอง (ในกรณีที่รับรู้) หรือรายได้อื่นที่เกี่ยวข้อง ต้องรวมเป็นรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่มีการยกเว้นพิเศษเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัท SME ที่มีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ณ วันสุดท้ายของรอบบัญชี ไม่เกิน 5,000,000 บาท และมีรายได้จากกิจการ ไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี ใช้อัตราก้าวหน้าดังนี้ (ข้อมูล ณ ปี 2569)
- กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ได้รับการยกเว้น (0%)
- กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิเกิน 3,000,000 บาท: 20%
บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME ข้างต้น หรือในปีใดที่เกินเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง จะเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของกำไรสุทธิทั้งหมด
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% (Withholding Tax)
ตามมาตรา 50(2)(ฉ) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อนิติบุคคลจ่ายเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล (เช่น เงินได้จากการขาย กำไรจากการโอน หรือผลประโยชน์อื่นที่ได้รับจากสินทรัพย์ดิจิทัล) ให้แก่ผู้รับ บริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% และนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 (หรือ 15 หากยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์) ของเดือนถัดไป โดยใช้แบบ ภ.ง.ด.53 สำหรับผู้รับที่เป็นนิติบุคคล หรือ ภ.ง.ด.3 สำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา
จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ: หากบริษัทของท่านเป็นผู้จ่ายเงินได้จากคริปโตให้ผู้อื่น (เช่น จ่ายค่าตอบแทนเป็นสกุลเงินดิจิทัล หรือแบ่งกำไรจากโทเคน) ต้องหักภาษีณที่จ่ายทุกครั้ง การละเว้นหน้าที่นี้จะทำให้บริษัทต้องรับผิดทั้งภาษีส่วนที่ควรหัก ดอกเบี้ย และเงินเพิ่ม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
การซื้อขายโอนคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลผ่านตลาดแลกเปลี่ยนที่ได้รับใบอนุญาต ได้รับการยกเว้น VAT ตามพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 744) อย่างไรก็ตาม การทำธุรกรรมบางประเภทที่ไม่ผ่านช่องทางดังกล่าว หรือการให้บริการที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล (เช่น ค่าที่ปรึกษา) อาจยังต้องเสีย VAT ตามปกติ
สำหรับอัตรา VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (รวมภาษีท้องถิ่นแล้ว) ตามพระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 799 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 ถึง 30 กันยายน 2569 ทั้งนี้อัตรา 7% เป็นอัตราลดหย่อนจากอัตราตามกฎหมาย 10% ซึ่งต้องต่ออายุเป็นรายปี ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากรทุกครั้ง (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เอกสารและระบบที่บริษัทต้องจัดเตรียม
การบันทึกบัญชีสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกต้องต้องอาศัยเอกสารหลักฐานที่ครบถ้วนและสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ เพราะสรรพากรอาจขอตรวจสอบ Transaction History ย้อนหลังได้ บริษัทควรจัดเก็บ
- รายงานธุรกรรมจากตลาดแลกเปลี่ยน: ประวัติการซื้อขายทั้งหมดพร้อมวันที่ ราคา ปริมาณ และค่าธรรมเนียม ควรดาวน์โหลดเป็น CSV หรือ PDF อย่างน้อยทุกไตรมาส
- หลักฐานการแปลงมูลค่าเป็นบาท: อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันทำธุรกรรมจากแหล่งที่เชื่อถือได้และสม่ำเสมอ เช่น ราคาปิดตลาดจากตลาดแลกเปลี่ยนที่ได้รับใบอนุญาต หรือแหล่งข้อมูลที่กำหนดไว้ในนโยบายบัญชี
- ใบเสร็จรับเงิน/หลักฐานการโอน: สำหรับธุรกรรมที่ชำระด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องมีหลักฐานยืนยันมูลค่า ณ วันที่ชำระ
- ทะเบียนสินทรัพย์ดิจิทัล: บันทึกชนิดของสินทรัพย์ จำนวน ราคาทุน วันที่ได้มา และ Wallet Address เพื่อให้สอดคล้องกับยอดในงบการเงิน
- สำเนาแบบภาษีที่ยื่น: ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ในกรณีที่บริษัทหักภาษีณที่จ่าย
หากบริษัทใช้โปรแกรมบัญชีออนไลน์ ควรตรวจสอบว่าสามารถสร้าง รหัสบัญชีแยกประเภท สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละประเภทได้ เพื่อให้ง่ายต่อการรายงานและการตรวจสอบบัญชีประจำปี หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยวางระบบ สามารถปรึกษาบริการรับทำบัญชีรายเดือนที่มีประสบการณ์กับธุรกรรมดิจิทัลได้
ประเด็นที่ต้องระวังเป็นพิเศษและการวางแผนล่วงหน้า
การรับชำระสินค้า/บริการด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล
หากบริษัทรับชำระค่าสินค้าหรือบริการด้วยคริปโต ให้บันทึกรายได้ตามมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ดิจิทัล ณ วันที่รับชำระ (ไม่ใช่ราคาที่ลูกค้าซื้อมา) เช่น หากรับ ETH มูลค่า 50,000 บาท ณ วันรับ บันทึกรายได้ 50,000 บาทและบันทึกสินทรัพย์ดิจิทัลที่ราคาทุน 50,000 บาท เมื่อขาย ETH นั้นได้ 55,000 บาท จึงบันทึกกำไรจากการจำหน่ายอีก 5,000 บาทแยกต่างหาก
การจ่ายค่าจ้างหรือค่าตอบแทนด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล
การจ่ายค่าจ้างพนักงานหรือค่าบริการผู้ให้บริการรายอื่นในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล ถือเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในมือผู้รับ บริษัทจึงมีหน้าที่ประเมินมูลค่า ณ วันที่จ่ายและหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราที่เหมาะสม เช่น กรณีเป็นเงินได้จากการทำงาน ใช้อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กรณีเป็นค่าบริการ ใช้อัตรา 3% ตามประเภทเงินได้
ความผันผวนของราคาและผลกระทบต่องบการเงิน
ราคาสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถเปลี่ยนแปลงได้มากในช่วงเวลาสั้น บริษัทควรกำหนดนโยบายการทดสอบการด้อยค่าอย่างน้อยทุกสิ้นรอบบัญชี และพิจารณาเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงินถึงความเสี่ยงด้านมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือครองอยู่ โดยเฉพาะหากมีมูลค่าสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์รวมของบริษัท
การวางแผนภาษีสำหรับบริษัทที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล
เนื่องจากกำไรจากสินทรัพย์ดิจิทัลของนิติบุคคลถูกเก็บภาษีเต็มอัตรา การวางแผนโครงสร้างธุรกิจและเวลาในการรับรู้รายได้จึงมีความสำคัญ บริษัทที่เข้าข่าย SME และบริหารกำไรสุทธิอยู่ในวงเล็บ 0% หรือ 15% จะมีภาระภาษีต่ำกว่าบริษัทขนาดใหญ่อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น ค่าธรรมเนียม ค่าบริการที่ปรึกษา และค่าซอฟต์แวร์ที่ใช้ติดตามพอร์ตโฟลิโอ สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ หากเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อหารายได้จริง สามารถปรึกษาที่ปรึกษาวางแผนภาษีเพื่อออกแบบโครงสร้างให้เหมาะสมกับขนาดและรูปแบบธุรกิจของท่าน
สรุปขั้นตอนปฏิบัติสำหรับบริษัทไทยที่มีธุรกรรมคริปโต
- ขั้นที่ 1 — กำหนดวัตถุประสงค์การถือครอง: ตัดสินใจก่อนซื้อว่าจะถือเป็นสินค้าคงเหลือหรือสินทรัพย์ระยะยาว เพื่อกำหนดนโยบายบัญชีที่ถูกต้องตั้งแต่ต้น
- ขั้นที่ 2 — บันทึกราคาทุนและวันที่ให้ครบถ้วน: ทุกธุรกรรมต้องมีหลักฐาน วันที่ มูลค่าเป็นบาท และค่าธรรมเนียมที่ชัดเจน
- ขั้นที่ 3 — ทดสอบการด้อยค่าทุกสิ้นรอบบัญชี: ตรวจสอบราคาตลาดเปรียบเทียบกับราคาทุน และบันทึกผลขาดทุนหากมี
- ขั้นที่ 4 — รวมกำไรในการคำนวณ CIT: ห้ามละเว้นรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลออกจากการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล
- ขั้นที่ 5 — หักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ทุกครั้งที่เป็นผู้จ่าย: ตรวจสอบว่าธุรกรรมใดที่บริษัทอยู่ในฐานะผู้จ่ายเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล และปฏิบัติหน้าที่หักภาษีให้ครบถ้วน
- ขั้นที่ 6 — เปิดเผยข้อมูลในงบการเงิน: บันทึกนโยบายบัญชีที่ใช้ ความเสี่ยงด้านราคา และมูลค่ายุติธรรม (หากทราบ) ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง การบันทึกบัญชีธุรกรรมคริปโตในบริษัทไทย: แนวปฏิบัติที่ยอมรับได้และประเด็นภาษีปี 2567 ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
บริษัทถือคริปโตไว้แล้วราคาขึ้น ต้องบันทึกกำไรในบัญชีและเสียภาษีทันทีหรือไม่
สำหรับนิติบุคคลที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน แนวปฏิบัติตาม TFRS for NPAEs กำหนดให้วัดมูลค่าด้วยราคาทุน กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Gain) จากราคาตลาดที่สูงขึ้นจึงยังไม่บันทึกและยังไม่ต้องเสียภาษีในทันที ภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อบริษัทขายหรือโอนสินทรัพย์ดิจิทัลนั้นออกไปจริง และรับรู้กำไรส่วนต่างในงบกำไรขาดทุนแล้ว ดังนั้นสิ่งที่บริษัทต้องทำระหว่างถือครองคือตรวจสอบการด้อยค่าเท่านั้น
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ต้องหักเมื่อไหร่และยื่นแบบอะไร
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ต้องหักทุกครั้งที่บริษัท (ในฐานะผู้จ่าย) จ่ายเงินได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้รับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล หลังหักแล้วต้องนำส่งกรมสรรพากรภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 หากยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์) ใช้แบบ ภ.ง.ด.3 สำหรับผู้รับที่เป็นบุคคลธรรมดา และ ภ.ง.ด.53 สำหรับผู้รับที่เป็นนิติบุคคล การไม่หักหรือหักไม่ครบจะทำให้บริษัทต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนั้นพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
บริษัทรับชำระค่าสินค้าด้วย Bitcoin ต้องออกใบกำกับภาษีอย่างไร
เมื่อรับชำระด้วย Bitcoin บริษัทต้องออกใบกำกับภาษีในมูลค่าของสินค้าหรือบริการนั้น และแสดงมูลค่าเป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ทำธุรกรรม สำหรับ VAT หากธุรกิจอยู่ในระบบ VAT ให้คำนวณ VAT บนมูลค่าบาทของสินค้า/บริการตามปกติ (ไม่ใช่บน Bitcoin ที่รับมา) ส่วนการโอน Bitcoin ที่ได้รับมาในภายหลังได้รับยกเว้น VAT หากทำผ่านตลาดแลกเปลี่ยนที่มีใบอนุญาต แนะนำให้ปรึกษานักบัญชีเพื่อกำหนดนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้อย่างสม่ำเสมอ