ธุรกิจ SME ไทยเผชิญแรงกดดันจากคู่ค้า ธนาคาร และนักลงทุนให้เปิดเผยข้อมูล ESG มากขึ้นทุกปี — บทความนี้จะอธิบายว่ากรอบการรายงานใดเหมาะกับขนาดของคุณ ต้นทุนที่แท้จริง และผลประโยชน์ทางภาษีที่นำไปใช้ได้จริง
ทำไม SME ไทยต้องสนใจ ESG ตั้งแต่วันนี้
ESG ย่อมาจาก Environmental (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) ซึ่งในอดีตมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในปัจจุบันแรงกดดันจากทุกทิศทางทำให้ผู้ประกอบการ SME ไม่อาจมองข้ามได้อีกต่อไป
- ซัพพลายเชนระหว่างประเทศ: บริษัทส่งออกที่เป็นซัพพลายเออร์ให้แบรนด์ยุโรปหรือญี่ปุ่นมักถูกขอข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นต์หรือนโยบายแรงงานก่อนต่อสัญญา
- เงื่อนไขสินเชื่อสีเขียว: ธนาคารพาณิชย์ไทยหลายแห่งเริ่มนำข้อมูล ESG มาประกอบการพิจารณาสินเชื่อ SME โดยธุรกิจที่มีนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนอาจได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่า
- กฎระเบียบที่กำลังขยายตัว: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูล ESG และมีทิศทางขยายความคาดหวังไปยัง SME ในซัพพลายเชน
- ความได้เปรียบในการแข่งขัน: ธุรกิจที่มีรายงาน ESG ที่น่าเชื่อถือสามารถเข้าร่วมการประมูลภาครัฐและเอกชนได้กว้างขึ้น
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายไทยบังคับให้ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องจัดทำรายงาน ESG การดำเนินการจึงเป็นการสมัครใจ แต่มีนัยสำคัญทางธุรกิจและทางภาษีที่ควรศึกษาไว้ล่วงหน้า
กรอบการรายงาน ESG ที่ SME ไทยควรรู้จัก
มีกรอบการรายงานความยั่งยืนหลักสามระดับที่เหมาะสมกับ SME ไทยในบริบทที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการควรเลือกให้เหมาะกับขนาดและความพร้อมขององค์กร
1. GRI Standards (Global Reporting Initiative)
GRI เป็นกรอบสากลที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดในโลก แบ่งออกเป็น Universal Standards ซึ่งใช้กับทุกองค์กร และ Topic Standards ที่ครอบคลุมประเด็นเฉพาะ เช่น การปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจ้างงาน และการต่อต้านทุจริต สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น GRI แนะนำแนวทาง "with reference to GRI" ซึ่งอนุญาตให้เปิดเผยข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโดยไม่ต้องรายงานครบทุก indicator ก็ได้
2. SET Sustainability Reporting Guide
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเผยแพร่คู่มือการรายงานความยั่งยืนสำหรับบริษัทจดทะเบียน ซึ่งมีการเชื่อมโยงกับ GRI Standards และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) แม้ว่าคู่มือนี้จะออกแบบมาสำหรับบริษัทจดทะเบียน แต่ SME สามารถนำโครงสร้างและตัวชี้วัด (ESG Metrics) ไปปรับใช้เป็นแนวทางได้โดยสมัครใจ โดยเฉพาะหากธุรกิจเป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทจดทะเบียน ซึ่งอาจถูกขอข้อมูลตามกรอบเดียวกัน
3. กรอบ BCG และอุตสาหกรรมสีเขียวของ BOI
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ส่งเสริมแนวคิด BCG (Bio-Circular-Green Economy) ในแผนยุทธศาสตร์ปี 2566-2570 ธุรกิจที่ต้องการยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI ด้านอุตสาหกรรมสีเขียวจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีแนวปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งการจัดทำรายงาน ESG หรือนโยบายความยั่งยืนที่เป็นลายลักษณ์อักษรเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
สำหรับ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ กรอบที่เหมาะสมที่สุดในเชิงปฏิบัติคือการเริ่มต้นจาก GRI Universal Standards และปรับตาม SET ESG Metrics ที่เกี่ยวข้องกับประเภทธุรกิจของตน
ต้นทุนจริงในการจัดทำรายงาน ESG สำหรับ SME
ต้นทุนในการจัดทำรายงาน ESG แตกต่างกันมากตามขนาดของธุรกิจ ความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน และระดับของการรับรอง (Assurance) ที่ต้องการ ผู้ประกอบการควรพิจารณาต้นทุนหลักสี่ประเภทนี้
ต้นทุนการรวบรวมข้อมูลและการวัด
การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) การใช้พลังงาน และการใช้น้ำ มักต้องลงทุนในระบบมิเตอร์หรือซอฟต์แวร์ติดตามข้อมูล สำหรับ SME ขนาดเล็กอาจเริ่มจากการบันทึกด้วย Spreadsheet และค่อยพัฒนาเป็นระบบดิจิทัล ต้นทุนในขั้นนี้มักอยู่ในช่วงหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อปี ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกระบวนการผลิต
ค่าที่ปรึกษาและค่าจัดทำรายงาน
การจ้างที่ปรึกษาด้าน ESG จัดทำรายงานฉบับแรกมีต้นทุนในช่วง 150,000 – 500,000 บาท สำหรับ SME ขนาดกลาง (ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการทั่วไปในตลาด ควรขอใบเสนอราคาจากที่ปรึกษาหลายรายเพื่อเปรียบเทียบ) อย่างไรก็ตาม SME บางรายสามารถลดต้นทุนนี้ลงได้โดยใช้คู่มือของ SET หรือ GRI ที่เผยแพร่ฟรีและจัดทำเองภายใน โดยมีที่ปรึกษาทำหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะส่วนที่เป็นตัวเลขทางการเงิน
ค่ารับรอง (Third-Party Assurance)
การขอให้ผู้ตรวจสอบภายนอก (เช่น บริษัทตรวจสอบบัญชีที่ได้รับการรับรอง หรือบริษัท Verification) รับรองความถูกต้องของรายงาน ESG มีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทขึ้นไป สำหรับ SME ที่เพิ่งเริ่มต้น การรับรองในระดับ "Limited Assurance" มักเพียงพอและมีต้นทุนต่ำกว่า "Reasonable Assurance" มาก
ต้นทุนบุคลากรภายใน
นอกจากต้นทุนภายนอกแล้ว ค่าเสียโอกาสของเวลาพนักงานที่ต้องรวบรวมข้อมูล ประสานงาน และจัดทำเอกสารเป็นต้นทุนที่มักถูกมองข้าม SME ควรประเมินว่าต้องการพนักงานเฉลี่ยกี่ชั่วโมงต่อเดือนเพื่อบำรุงรักษาระบบรายงาน ESG อย่างต่อเนื่อง
การจัดการต้นทุนเหล่านี้ให้มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการวางแผนภาษีที่ดี ที่ปรึกษาด้านวางแผนภาษีสามารถช่วยประเมินว่าค่าใช้จ่ายใดสามารถนำไปหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีได้ และควรจัดโครงสร้างสัญญากับที่ปรึกษา ESG อย่างไรจึงจะเป็นประโยชน์สูงสุดทางภาษี
ค่าใช้จ่าย ESG ที่หักภาษีได้: หลักการและข้อควรระวัง
ประเด็นที่ผู้ประกอบการสงสัยมากที่สุดคือ "ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงาน ESG นำไปหักภาษีได้หรือไม่" คำตอบคือ โดยหลักการแล้วทำได้ แต่มีเงื่อนไขที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
หลักการหักรายจ่ายตามประมวลรัษฎากร
ตามมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร รายจ่ายของนิติบุคคลที่หักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิต้องเป็นรายจ่ายที่ เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง มีหลักฐานครบถ้วน และไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้ามตามกฎหมาย ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงาน ESG ที่เข้าหลักเกณฑ์นี้ เช่น ค่าที่ปรึกษา ค่าตรวจสอบ ค่าซอฟต์แวร์ติดตามข้อมูลสิ่งแวดล้อม หรือค่าอบรมพนักงาน สามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ตามหลักทั่วไป
เงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติ
- เอกสารหลักฐาน: ต้องมีใบเสร็จ/ใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง สัญญาจ้างที่ระบุขอบเขตงาน และหลักฐานว่างานดังกล่าวได้รับการส่งมอบจริง
- ความเกี่ยวข้องกับกิจการ: ค่าใช้จ่ายต้องเชื่อมโยงได้กับการดำเนินธุรกิจ เช่น รายงาน ESG ที่จัดทำเพื่อใช้ในการต่อสัญญากับลูกค้าหรือยื่นขอสินเชื่อ
- ไม่เป็นรายจ่ายส่วนตัว: ค่าใช้จ่ายที่มีลักษณะเป็นประโยชน์ส่วนตัวของผู้ถือหุ้นหรือกรรมการไม่สามารถหักได้
- ค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์: หากลงทุนในอุปกรณ์วัดค่าหรือซอฟต์แวร์ที่มีอายุการใช้งานยาวนาน ต้องหักเป็นค่าเสื่อมราคาตามระยะเวลา ไม่ใช่รายจ่ายในปีเดียว
ข้อสำคัญ: ปัจจุบันยังไม่มีประกาศหรือหนังสือเวียนของกรมสรรพากรที่กำหนดมาตรการพิเศษสำหรับการหักค่าใช้จ่าย ESG โดยเฉพาะเจาะจง การหักรายจ่ายจึงอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทั่วไปของประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ เพื่อให้แน่ใจว่าการหักรายจ่ายแต่ละรายการเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมสรรพากรยอมรับ
อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME ที่ใช้ในการประเมินผลประหยัด (ข้อมูล ณ ปี 2569)
เมื่อคำนวณผลประหยัดภาษีจากการหักรายจ่าย ESG ผู้ประกอบการ SME ควรใช้อัตราภาษีที่ตรงกับสถานะบริษัท โดย SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5,000,000 บาท และ รายได้จากกิจการไม่เกิน 30,000,000 บาทต่อรอบบัญชี จะเสียภาษีในอัตราก้าวหน้าดังนี้
- กำไรสุทธิ 0 – 300,000 บาท: ยกเว้นภาษี (0%)
- กำไรสุทธิ 300,001 – 3,000,000 บาท: 15%
- กำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3,000,000 บาท: 20%
บริษัทที่ไม่เข้าเกณฑ์ SME หรือเกินเกณฑ์ในรอบบัญชีใด จะเสียภาษีในอัตรามาตรฐาน 20% เต็ม ซึ่งหมายความว่าหากบริษัทอยู่ในแบรกเก็ต 15% การหักรายจ่าย ESG 100,000 บาท จะช่วยประหยัดภาษีได้จริง 15,000 บาท (แหล่งข้อมูล: PwC Worldwide Tax Summaries — Thailand, ทบทวน ก.พ. 2569)
สิทธิประโยชน์จาก BOI สำหรับธุรกิจสีเขียว
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนโดยตรง และ SME ที่ดำเนินธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรม BCG หรือลงทุนด้านประสิทธิภาพพลังงานอาจได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ
มาตรการส่งเสริม SME ภายใต้นโยบาย BOI ใหม่ (มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568)
ภายใต้นโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับปรับปรุง SME ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI อาจได้รับ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 5 ปี จากเดิมที่สูงสุด 3 ปี สำหรับการลงทุนด้านการพัฒนาขีดความสามารถ ซึ่งครอบคลุมถึงการลงทุนในเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน พลังงานทดแทน และกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ประเภทการลงทุนที่อาจได้รับการส่งเสริม ได้แก่:
- การลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Rooftop) หรือพลังงานทดแทนอื่น
- การปรับปรุงเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Energy Efficiency)
- การเปลี่ยนผ่านสู่กระบวนการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอน
- การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจชีวภาพ-หมุนเวียน-สีเขียว (BCG)
ข้อควรระวัง: เงื่อนไขและประเภทกิจการที่ได้รับการส่งเสริมมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของ BOI สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ (A1–A4) ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและมูลค่าการลงทุน ผู้ประกอบการควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดที่ boi.go.th โดยตรงก่อนยื่นขอ และควรปรึกษาที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ด้าน BOI เพื่อประเมินความเป็นไปได้
ความสัมพันธ์ระหว่างรายงาน ESG และการยื่นขอ BOI
การมีรายงาน ESG หรืออย่างน้อยการมีนโยบายและข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นลายลักษณ์อักษรจะช่วยสนับสนุนการยื่นขอสิทธิประโยชน์ BOI ในด้านอุตสาหกรรมสีเขียว เนื่องจาก BOI ต้องการหลักฐานว่าธุรกิจมีแผนและผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่คำประกาศ
แนวทางเริ่มต้นสำหรับ SME: ขั้นตอนปฏิบัติ
การจัดทำรายงาน ESG ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ในคืนเดียว SME สามารถทำได้เป็นขั้นตอนตามความพร้อมของทรัพยากรและความต้องการของลูกค้า
ขั้นที่ 1: ประเมินความเสี่ยงและโอกาส ESG ของธุรกิจ (Materiality Assessment)
ก่อนจัดทำรายงาน ให้ถามว่า "ประเด็น ESG ใดที่มีผลกระทบต่อธุรกิจของเราและต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมากที่สุด" ธุรกิจการผลิตอาจให้ความสำคัญกับการปล่อยก๊าซและของเสีย ในขณะที่ธุรกิจบริการอาจเน้นด้านสวัสดิการพนักงานและธรรมาภิบาล
ขั้นที่ 2: รวบรวมข้อมูลฐาน (Baseline Data)
เก็บข้อมูลการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ ปริมาณขยะ จำนวนพนักงานและอัตราการลาออก นโยบายด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และโครงสร้างการกำกับดูแลกิจการ ข้อมูลเหล่านี้มักมีอยู่แล้วในระบบบัญชีและ HR ของบริษัท การเชื่อมข้อมูล ESG เข้ากับระบบรับทำบัญชีรายเดือนของบริษัทช่วยลดภาระการรวบรวมข้อมูลในระยะยาว
ขั้นที่ 3: เลือกกรอบรายงานและตัวชี้วัด
สำหรับ SME ที่ยังไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แนะนำให้เริ่มจากการเปิดเผยข้อมูลตาม GRI Universal Standards (GRI 1, 2, 3) และเพิ่มตัวชี้วัดเฉพาะอุตสาหกรรมตามที่ลูกค้าหรือคู่ค้าต้องการ ไม่จำเป็นต้องรายงานครบทุก GRI indicator ตั้งแต่เริ่มต้น
ขั้นที่ 4: จัดทำรายงานและทบทวน
จัดทำรายงานฉบับแรกในรูปแบบที่เรียบง่าย ระบุข้อมูลฐาน เป้าหมาย และความคืบหน้า แล้วให้ผู้บริหารทบทวนก่อนเผยแพร่ ในปีต่อๆ ไปให้เพิ่มความลึกของการรายงานตามที่ตลาดต้องการ
ขั้นที่ 5: บูรณาการกับการวางแผนภาษีประจำปี
ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ESG ควรถูกบันทึกอย่างชัดเจนในระบบบัญชีและนำเสนอต่อผู้สอบบัญชีและที่ปรึกษาภาษีตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้สามารถวางแผนได้อย่างเหมาะสมก่อนสิ้นรอบบัญชี
สรุปข้อควรระวังและขั้นตอนถัดไป
การจัดทำรายงาน ESG สำหรับ SME ไทยในปัจจุบันเป็นการดำเนินการโดยสมัครใจสำหรับบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากซัพพลายเชน สถาบันการเงิน และภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ธุรกิจที่เริ่มต้นวางรากฐานตั้งแต่วันนี้จะมีความได้เปรียบเมื่อการรายงาน ESG กลายเป็นข้อกำหนดบังคับในอนาคต
ประเด็นสำคัญที่ต้องไม่ลืม ได้แก่:
- ค่าใช้จ่าย ESG ที่หักภาษีได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ทั่วไปของประมวลรัษฎากร ไม่มีมาตรการพิเศษสำหรับ ESG โดยเฉพาะในปัจจุบัน
- อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล SME (0%/15%/20%) มีผลต่อการคำนวณผลประหยัดที่แท้จริงจากการหักรายจ่าย (ข้อมูล ณ ปี 2569)
- สิทธิประโยชน์ BOI สำหรับอุตสาหกรรมสีเขียวและ BCG อาจเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดที่ boi.go.th
- VAT ปัจจุบันอยู่ที่ 7% (มีผลถึง 30 กันยายน 2569 ตาม Royal Decree No. 799) — อัตรานี้ต้องต่ออายุโดย Royal Decree และอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบอัตราที่บังคับใช้ ณ ปีที่ยื่นกับกรมสรรพากร
หากต้องการรู้ว่าค่าใช้จ่าย ESG ของธุรกิจคุณหักได้มากน้อยแค่ไหน หรือต้องการวางแผนโครงสร้างการลงทุนด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพทางภาษีสูงสุด ทีมวางแผนภาษีของเราพร้อมให้คำปรึกษาแบบเจาะจงตามประเภทธุรกิจและขนาดของกิจการ
ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร
เนื้อหาเรื่อง การจัดทำรายงาน ESG และความยั่งยืนสำหรับ SME ไทย: ข้อกำหนด ต้นทุน และผลประโยชน์ทางภาษีที่เกี่ยวข้อง ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ
เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้
- รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
- ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
- หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำรายงาน ESG ไหม
ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายไทยบังคับให้ SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องจัดทำรายงาน ESG การดำเนินการจึงเป็นการสมัครใจ อย่างไรก็ตาม บริษัทที่เป็นซัพพลายเออร์ให้บริษัทจดทะเบียนหรือผู้ซื้อต่างประเทศอาจถูกขอข้อมูล ESG เป็นเงื่อนไขทางธุรกิจ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมาย ควรประเมินความจำเป็นตามบริบทของซัพพลายเชนของธุรกิจตนเอง
ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงาน ESG นำไปหักภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ไหม
โดยหลักการของประมวลรัษฎากร (มาตรา 65 ทวิ ประกอบมาตรา 65 ตรี) ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจการโดยตรง มีหลักฐานครบถ้วน และไม่เข้าข่ายรายจ่ายต้องห้าม สามารถหักได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ ซึ่งรวมถึงค่าที่ปรึกษา ESG ค่าตรวจสอบรายงาน และค่าซอฟต์แวร์ติดตามข้อมูล อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีประกาศกรมสรรพากรที่กำหนดมาตรการพิเศษสำหรับ ESG โดยเฉพาะ ควรปรึกษาที่ปรึกษาภาษีเพื่อให้แน่ใจว่าการหักรายจ่ายแต่ละรายการเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรยอมรับ
BOI มีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีสำหรับ SME ที่ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมหรือพลังงานสีเขียวไหม
มี โดย BOI มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนในกลุ่ม BCG (Bio-Circular-Green Economy) และอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้นโยบายที่มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 SME ที่ได้รับการส่งเสริมอาจได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงสุดถึง 5 ปี สำหรับการลงทุนด้านพลังงานทดแทน ประสิทธิภาพพลังงาน หรือกระบวนการผลิตสีเขียว สิทธิประโยชน์ที่ได้รับขึ้นอยู่กับประเภทและมูลค่าของการลงทุน ควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดที่ boi.go.th และปรึกษาที่ปรึกษา BOI ก่อนยื่นคำขอ