ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทและกรรมการในคนเดียวกัน คำถามที่ฉุดรั้งเงินในกระเป๋าอยู่ทุกปีคือ — จะเอากำไรออกมาแบบไหนดี ระหว่างตั้งเป็นเงินเดือนให้ตัวเองทุกเดือน หรือรอปันผลสิ้นปี? สองทางนี้ดูเหมือนได้ผลเหมือนกัน แต่ภาษีที่จ่ายต่างกันมากกว่าที่คิด

ทำความเข้าใจก่อน: เงินเดือนกรรมการกับเงินปันผลคืออะไร

ก่อนเปรียบเทียบภาษี มาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่าแต่ละอย่างคืออะไร

เงินเดือนกรรมการ คือค่าตอบแทนที่บริษัทจ่ายให้กรรมการในฐานะผู้บริหารหรือผู้ปฏิบัติงาน บันทึกเป็น ค่าใช้จ่ายของบริษัท ก่อนคำนวณกำไรสุทธิ กรรมการได้รับเงินทุกเดือน และบริษัทต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด.1) นำส่งสรรพากรทุกเดือน

เงินปันผล (Dividend) คือการแบ่งกำไรสุทธิของบริษัทให้ผู้ถือหุ้น หลังจากที่บริษัทเสียภาษีนิติบุคคลไปแล้ว โดยบริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% ก่อนโอนให้ผู้ถือหุ้น และต้องมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติก่อนจ่ายทุกครั้ง

สรุปสั้น ๆ: เงินเดือนลดกำไรก่อนภาษีนิติบุคคล ส่วนปันผลแบ่งกำไรหลังภาษีนิติบุคคลแล้ว — ตรงนี้เองที่ทำให้ภาระภาษีโดยรวมต่างกัน

เส้นทางภาษีของเงินเดือนกรรมการ

เมื่อบริษัทจ่ายเงินเดือนให้กรรมการ เงินก้อนนั้นเดินทางผ่านระบบภาษีดังนี้

  • บริษัทนำไปหักเป็นค่าใช้จ่าย ทำให้กำไรสุทธิของบริษัทลดลงเท่ากับยอดเงินเดือนที่จ่าย
  • บริษัทประหยัดภาษีนิติบุคคล เท่ากับ (เงินเดือน x อัตราภาษีนิติบุคคลที่ใช้อยู่) ซึ่งสำหรับ SME ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 3 ล้านบาทแรก อัตราภาษีนิติบุคคลอยู่ที่ 15% และกำไรส่วนที่เกิน 3 ล้านบาท อยู่ที่ 20%
  • กรรมการนำเงินเดือนไปเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในอัตราก้าวหน้า 0%–35% แต่ได้สิทธิหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% (สูงสุด 100,000 บาท) และได้ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท รวมถึงลดหย่อนอื่น ๆ เพิ่มเติม
  • บริษัทและกรรมการต้องส่งเงินสมทบประกันสังคม ฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน

ตัวอย่างเช่น กรรมการรับเงินเดือน 30,000 บาท/เดือน รายได้ทั้งปี 360,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 100,000 บาท หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท หักประกันสังคม 9,000 บาท เหลือเงินได้สุทธิ 191,000 บาท ซึ่งอยู่ในฐาน 0% (ยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดาเพราะต่ำกว่า 150,000 บาทแรกที่ได้รับยกเว้น) กรรมการแทบไม่เสียภาษีบุคคลธรรมดาเลย ขณะที่บริษัทประหยัดภาษีนิติบุคคลไปได้ถึง 54,000 บาท/ปี (360,000 x 15%)

เส้นทางภาษีของเงินปันผล

เมื่อบริษัทจ่ายเงินปันผล กำไรก้อนนั้นต้องผ่านภาษีสองชั้นก่อนถึงมือเจ้าของ

  • ชั้นที่ 1 — ภาษีนิติบุคคล: บริษัทต้องเสียภาษีนิติบุคคลจากกำไรสุทธิก่อน (อัตรา SME 15% หรือ 20% ตามขั้นบันได) เงินปันผลไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท จึงไม่ช่วยลดฐานภาษีใด ๆ
  • ชั้นที่ 2 — ภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากปันผล: เมื่อบริษัทโอนเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ไว้ก่อนทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นได้รับเงินสุทธิเพียง 90% ของเงินปันผล
  • ผู้ถือหุ้นนำไปยื่นภาษีบุคคลธรรมดา: มีตัวเลือกที่น่าสนใจ — ถ้าเลือก "ไม่นำไปรวมคำนวณกับรายได้อื่น" (เลือก Final Tax) ก็จ่ายแค่ 10% ที่ถูกหักไปแล้วนั้น จบ แต่ถ้านำไปรวมคิดกับรายได้อื่น อาจประหยัดหรือจ่ายเพิ่มขึ้นอยู่กับฐานภาษีรวม

ตัวอย่าง: บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท เสียภาษีนิติบุคคล 15% = 150,000 บาท เหลือเงินที่จะปันผล 850,000 บาท หักภาษีปันผล 10% = 85,000 บาท เจ้าของได้รับจริง 765,000 บาท จากกำไรต้นทาง 1,000,000 บาท นั่นคือภาระภาษีรวม 235,000 บาท หรือ 23.5%

ตารางเปรียบเทียบภาระภาษีรวม: เงินเดือน vs เงินปันผล

สมมติบริษัทมีกำไรก่อนหักเงินเดือนกรรมการ 1,000,000 บาท เจ้าของต้องการนำเงิน 360,000 บาทออกจากบริษัท

รายการ แบบที่ 1: เงินเดือน 30,000/เดือน แบบที่ 2: เงินปันผล 360,000 บาท
กำไรก่อนภาษีนิติบุคคล 640,000 บาท (หักเงินเดือน 360,000) 1,000,000 บาท (ไม่หักอะไร)
ภาษีนิติบุคคล (อัตรา SME) 96,000 บาท (640,000 x 15%)* 150,000 บาท (1,000,000 x 15%)*
ภาษีบุคคลธรรมดา / ภาษีหัก ณ ที่จ่ายปันผล ~0 บาท (รายได้ 360,000 หักลดหย่อนแล้วต่ำกว่าเกณฑ์) 36,000 บาท (360,000 x 10%)
ภาษีรวมที่จ่ายจริงทั้งหมด ~96,000 บาท 186,000 บาท
ส่วนต่างที่ประหยัดได้ แบบเงินเดือนประหยัดกว่าประมาณ 90,000 บาท/ปี

*หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นการประมาณการเพื่อแสดงหลักการเปรียบเทียบ โดยสมมติว่ากำไรทั้งหมดอยู่ในฐาน 15% ตัวเลขจริงขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้และค่าลดหย่อนส่วนตัวทั้งหมด ควรให้นักบัญชีคำนวณอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ

เงื่อนไขสำคัญที่ต้องรู้ก่อนเลือกทาง

เงื่อนไขของเงินเดือนกรรมการ

  • กรรมการต้องปฏิบัติงานจริงให้บริษัท ไม่ใช่แค่มีชื่อบนเอกสาร
  • ยอดเงินเดือนต้องกำหนดเป็นตัวเลขคงที่ ไม่ผูกกับสัดส่วนกำไร (มาตรา 65 ตรี (13) ประมวลรัษฎากร)
  • ต้องมีมติอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการหรือผู้ถือหุ้น
  • บริษัทต้องยื่น ภ.ง.ด.1 ทุกเดือน ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป (หรือวันที่ 15 กรณียื่นออนไลน์)
  • ถ้ากรรมการมีสถานะเป็นพนักงาน ต้องขึ้นทะเบียนและส่งประกันสังคมมาตรา 33 ทุกเดือนด้วย

เงื่อนไขของเงินปันผล

  • ต้องมีกำไรสะสมในบัญชี จะปันผลเกินกำไรสะสมไม่ได้
  • ต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (หรือมติกรรมการสำหรับเงินปันผลระหว่างกาล)
  • บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% และนำส่งสรรพากรภายใน 7 วัน นับจากวันจ่าย
  • ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ให้ผู้ถือหุ้นทุกคนทุกครั้งที่จ่าย
  • การจ่ายปันผลระหว่างกาลต้องระบุจำนวนเงินและวันที่จ่ายชัดเจนในมติกรรมการ พร้อมแจ้งจดทะเบียนหากจำเป็น

แล้วควรเลือกทางไหน? วิธีคิดตัดสินใจ

ความจริงคือ ไม่มีคำตอบสำเร็จรูปที่ถูกสำหรับทุกบริษัท แต่มีหลักคิดที่ช่วยได้ดังนี้

เลือกเงินเดือนเป็นหลัก เมื่อ...

  • กรรมการมีรายได้รวมต่ำกว่า 500,000 บาท/ปี ซึ่งฐานภาษีบุคคลธรรมดายังอยู่ในอัตราต่ำ (0%–10%)
  • บริษัทมีกำไรสุทธิสูง และต้องการลดฐานภาษีนิติบุคคลอย่างต่อเนื่อง
  • กรรมการต้องการมีหลักฐานรายได้ประจำ เช่น เพื่อยื่นขอสินเชื่อธนาคาร หรือขอวีซ่า
  • บริษัทต้องการให้กรรมการมีสิทธิประกันสังคม (การเจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน)

พิจารณาเงินปันผล เมื่อ...

  • กรรมการมีรายได้อื่นสูงอยู่แล้ว และฐานภาษีบุคคลธรรมดาสูงกว่า 10% อยู่แล้ว เพราะปันผลเสียแค่ 10% แบบ Final Tax
  • บริษัทมีกำไรสะสมสูงมาก และต้องการระบายออกในคราวเดียว
  • กรรมการมีผู้ถือหุ้นหลายคน และต้องการแบ่งกำไรให้ทุกคนตามสัดส่วนหุ้น

ทางเลือกที่ดีที่สุดในทางปฏิบัติ: ผสมกัน

ในความเป็นจริง กรรมการ-เจ้าของบริษัท SME ส่วนใหญ่ที่วางแผนภาษีอย่างชาญฉลาดจะใช้ทั้งสองทางควบคู่กัน โดยตั้งเงินเดือนกรรมการในระดับที่ไม่เสียภาษีบุคคลธรรมดาหรือเสียน้อยมาก เพื่อลดกำไรของบริษัทก่อน จากนั้นถ้ายังมีกำไรสะสมเหลืออีก ค่อยพิจารณาจ่ายปันผลบางส่วน ซึ่งสัดส่วนที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับโครงสร้างรายได้เฉพาะตัวของแต่ละคน และต้องได้รับการคำนวณจากผู้เชี่ยวชาญ

ข้อผิดพลาดที่เจ้าของบริษัท SME มักทำ

  • ไม่ตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเลย แล้วกู้เงินบริษัทไปใช้แทน — นอกจากต้องบันทึกดอกเบี้ยแล้ว ยังเสี่ยงถูกสรรพากรตีว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม
  • ตั้งเงินเดือนสูงเกินจริง โดยไม่มีหลักฐานงานที่รับผิดชอบ — สรรพากรอาจปรับฐานใหม่ถ้าเห็นว่าไม่สมเหตุสมผล
  • จ่ายปันผลโดยไม่มีมติที่ประชุม — ถือว่าผิดกฎหมายบริษัทและเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษี
  • ลืมหักภาษี ณ ที่จ่ายปันผล 10% — เป็นหน้าที่ของบริษัทที่ขาดไม่ได้ หากลืม บริษัทต้องรับผิดชอบภาษีส่วนนี้แทน พร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
  • ไม่ออกหนังสือรับรองหัก ณ ที่จ่าย ให้ผู้ถือหุ้น — ทำให้ผู้ถือหุ้นไม่มีหลักฐานเครดิตภาษีไปใช้

หากต้องการดูว่าโครงสร้างการจ่ายเงินออกจากบริษัทของคุณมีจุดเสี่ยงตรงไหน ลองใช้เครื่องมือ ประเมินความเสี่ยงภาษี ของ A Plus Me ได้ฟรี

บทสรุป: เงินเดือนกรรมการมักประหยัดภาษีกว่า แต่ต้องดูเงื่อนไขด้วย

โดยทั่วไปสำหรับเจ้าของบริษัท SME ที่มีรายได้รวมต่อปีไม่สูงมาก การตั้งเงินเดือนกรรมการในระดับที่เหมาะสมมักให้ภาระภาษีโดยรวมต่ำกว่าการรอปันผลอย่างเดียว เพราะช่วยลดฐานภาษีนิติบุคคลก่อน แล้วตัวกรรมการเองก็ได้สิทธิลดหย่อนต่าง ๆ ทำให้เสียภาษีบุคคลธรรมดาน้อยมากหรือไม่เสียเลย ขณะที่ปันผลต้องผ่านภาษีสองชั้น แต่สำหรับบางกรณีที่กรรมการมีรายได้อื่นสูงอยู่แล้ว ปันผลแบบ Final Tax 10% อาจคุ้มกว่า

การตัดสินใจที่ดีต้องมาจากการคำนวณด้วยตัวเลขจริงของธุรกิจคุณเอง ไม่ใช่สูตรสำเร็จ ทีม วางแผนภาษี ของ A Plus Me พร้อมช่วยวิเคราะห์โครงสร้างรายได้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ รวมถึงดูแลงาน รับทำบัญชีรายเดือน ยื่นภาษี ภ.ง.ด.1 และจัดทำเอกสารมติประชุมอย่างถูกต้องครบถ้วน ติดต่อ A Plus Me เพื่อขอคำปรึกษาฟรีได้เลย

ใช้บทความนี้กับธุรกิจของคุณอย่างไร

เนื้อหาเรื่อง กรรมการรับเงินเดือน vs เงินปันผล ภาษีต่างกันอย่างไร ควรนำไปใช้ตรวจสอบกับเอกสารและตัวเลขจริงของกิจการ ไม่ใช่อ่านเพื่อจำคำศัพท์ เพราะแนวทางบัญชีและภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง เอกสาร และรอบเวลาที่เกิดรายการของแต่ละธุรกิจ

เช็กลิสต์ก่อนนำไปใช้

  • รวบรวมเอกสารรายรับ รายจ่าย ภาษีซื้อ-ขาย และรายการธนาคารให้ครบตามรอบเดือน
  • ตรวจว่าธุรกรรมที่เกี่ยวข้องบันทึกบัญชีถูกต้องและมีหลักฐานรองรับครบถ้วน
  • หากไม่แน่ใจเรื่องภาษี ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิงที่ใช้ทบทวน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

กรรมการรับเงินเดือนกับรับเงินปันผล ภาษีต่างกันอย่างไร?

เงินเดือนกรรมการเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทที่หักลดกำไรสุทธิก่อนคำนวณภาษีนิติบุคคล แล้วกรรมการค่อยเสียภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า (0%–35%) ส่วนปันผลจ่ายจากกำไรหลังภาษีนิติบุคคลแล้ว และถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายอีก 10% ก่อนโอน รวมแล้วปันผลมักผ่านภาษีสองชั้น ทำให้ภาระภาษีโดยรวมสูงกว่า

เงินปันผลต้องเสียภาษีเท่าไหร่?

บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ของเงินปันผลก่อนโอนให้ผู้ถือหุ้นทุกครั้ง ผู้ถือหุ้นสามารถเลือกให้ 10% นี้เป็น Final Tax (ไม่นำไปรวมกับรายได้อื่น) หรือจะนำไปรวมคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าแบบไหนเสียน้อยกว่า

บริษัทจ่ายปันผลโดยไม่มีมติที่ประชุมได้ไหม?

ไม่ได้ การจ่ายเงินปันผลต้องผ่านมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (หรือมติคณะกรรมการสำหรับเงินปันผลระหว่างกาล) ทุกครั้ง หากจ่ายโดยไม่มีมติ อาจถือว่าเป็นรายจ่ายต้องห้าม และบริษัทอาจต้องรับผิดชอบภาษีส่วนที่ขาดพร้อมเงินเพิ่ม

กรรมการที่รับเงินเดือนต้องส่งประกันสังคมด้วยไหม?

ขึ้นอยู่กับสถานะ หากกรรมการทำงานประจำให้บริษัทและมีสถานะเป็นพนักงาน ต้องขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาตรา 33 โดยบริษัทและกรรมการสมทบฝ่ายละ 5% ของเงินเดือน สูงสุดไม่เกิน 750 บาท/เดือน แต่ถ้ากรรมการไม่ได้มีสถานะเป็นพนักงาน ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป

เจ้าของบริษัทควรตั้งเงินเดือนให้ตัวเองเท่าไหร่ถึงจะประหยัดภาษีที่สุด?

ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับกำไรบริษัทและสิทธิลดหย่อนส่วนตัว โดยทั่วไปสำหรับบริษัท SME ที่กำไรไม่เกิน 3 ล้านบาท การตั้งเงินเดือนกรรมการในช่วง 20,000–50,000 บาท/เดือน มักให้ภาระภาษีรวมต่ำที่สุด แต่ควรให้นักบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีคำนวณตัวเลขจริงให้ก่อนตัดสินใจ

ถ้าบริษัทขาดทุน ยังจ่ายเงินปันผลได้ไหม?

ไม่ได้ บริษัทจะจ่ายเงินปันผลได้ต่อเมื่อมีกำไรสะสมในบัญชีเท่านั้น หากบริษัทขาดทุนสะสม จะจ่ายปันผลไม่ได้ตามกฎหมาย แต่ยังคงตั้งเงินเดือนให้กรรมการได้ตามปกติ (โดยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของรอบบัญชีนั้น)